การทำตลาดค้าปลีกในช่วงถัดจากนี้ไป นอกจากจะต้องมีฟอร์แมตของสโตร์ รวมถึงแพลตฟอร์มที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ทั้งในแนวกว้างและลึก ตลอดจนสามารถตอบโจทย์ความต้องการการเข้าถึงการ ช้อปปิ้งได้ทุกที่ทุกเวลา และทุก Shopping Mission ของนักช้อปรุ่นใหม่แล้ว
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างก็คือต้องมีสปีดในการรุกและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นในเรื่องนี้ก็คือการปรับกลยุทธ์ในเรื่องของการเปิดสาขาของ Lotus’s ที่ล่าสุดมีการทดลองเปิดสาขาในฟอร์แมตสโตร์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Lotus’ SAVE+” ที่เป็นค้าปลีกไซซ์เล็กในรูปแบบใหม่ของซีพี แอ็กซ์ตร้า
การเปิดร้านค้าปลีกไซซ์เล็กภายใต้ชื่อ “Lotus’ SAVE+” ถือเป็นการทดลองเทสต์ตลาด โดยโมเดลนี้จะมีความแตกต่างจากฟอร์แมตร้านค้าปลีกไซซ์เล็กที่ทำตลาดอยู่คือ Lotus’s go fresh ไล่ตั้งแต่การนำเสนอสินค้าในร้านที่ Lotus’ SAVE+ จะไม่ขายสินค้าประเภทอาหารสดเหมือนกับ Lotus’s go fresh เพื่อทำให้การบริหารสต็อคในร้านทำได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันก็มีการลด SKU ของสินค้าลงจาก 4,500 SKU เหลือ 2,500 SKU โดยใช้พื้นที่ไม่มากนัก ประมาณ 2,000 – 3,000 ตร.ม.ในการเปิดสาขา ซึ่งมีขนาดที่ใกล้เคียงกับสาขาของ 7–Eleven ส่วนการนำเสนอสินค้าภายในร้าน จะเน้นไปที่สินค้า Key Item ที่มีการหมุนเวียนเร็ว รวมถึงการเน้นสินค้าที่เป็น Own Brand ของโลตัสเอง
เช่นเดียวกับการใช้พนักงานไม่มากนัก โดยมีพนักงานในร้านแค่ 4 คน และเริ่มทดลองเปิดสาขาในโมเดลใหม่นี้สาขาแรกไปแล้วที่พฤกษา 74 ที่อยู่ในโซนสมุทรปราการ โดยเฉพาะบริเวณถนนศรีนครินทร์, ถนนเทพารักษ์, และถนนแพรกษา ซึ่งมีหลายเฟส เช่น 74/1, 74/2, 74/3 โดยโครงการเหล่านี้อยู่ในซอยทรัพย์พัฒนาหรือซอยใกล้เคียง เป็นการนำร่องโมเดลใหม่เพื่อทดลองตลาดและวัดผลตอบรับจากผู้บริโภค
ทำไมซีพี แอ็กซ์ตร้าถึงหันมาทดลองโมเดลร้านค้าในรูปแบบนี้ ส่วนหนึ่งจะมาจากการหันมาทดลองโมเดลร้านค้าปลีกใหม่ๆ ในสาขาที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในเรื่องของการทำยอดขายมากนัก แทนที่จะปิดสาขาเหล่านั้นก็หันมาทดลองโมเดลใหม่ๆ ที่อาจจะค้นพบโอกาสทางการตลาด และทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้ดีในระยะยาว
ทำให้หลังการทดลองเทสต์ตลาดในสาขาแรกที่พฤกษา 74 แล้ว หากประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้าน่าจะขยายสาขาได้เร็วขึ้น เนื่องจากสามารถปรับสาขาเดิมของ Lotus’s go fresh ที่ไม่เวิร์กมาเป็น SAVE+ ได้
ส่วนการเลือกโมเดลค้าปลีกในรูปแบบนี้น่าจะมาจากที่ผ่านมา คู่แข่งขันรายอื่นๆ ยังไม่มีการทดลองโมเดลในรูปแบบนี้ที่เน้นขายสินค้า Dry Grocery โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม Own Brand ในราคาถูกเท่าไรนัก การเข้าไปปักธงเป็นแบรนด์แรกจึงน่าจะช่วยสร้างภาพจำในเรื่องของการเป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูกได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ก็เพราะว่า Lotus's SAVE+ เป็นโมเดลร้านค้าโฉมใหม่ที่มุ่งเน้นการมอบความคุ้มค่าสูงสุดและเน้นการประหยัดเงินในกระเป๋าให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของโลตัสภายใต้ CP AXTRA เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาและคุณค่าในช่วงที่ค่าครองชีพสูง

ลักษณะเด่นของ Lotus's SAVE+ จะมีตั้งแต่
1.เน้นความคุ้มค่า (Value Focus) ซึ่งหัวใจหลักของโมเดลนี้ คือการนำเสนอสินค้าในราคาที่ถูกกว่าโลตัสสาขาปกติ เพื่อช่วยลูกค้าประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด
2.โทนสีและภาพลักษณ์มีการใช้สีแดงและเหลืองที่โดดเด่นอย่างชัดเจน เพื่อสื่อถึงความคุ้มค่าและโปรโมชันแรง ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์สีเขียวสดใสของ Lotus's go fresh หรือโลตัสสาขาใหญ่ เพื่อสร้างภาพจำที่แตกต่างออกไป
3.ขณะเดียวกันก็นำเสนอสินค้าหลากหลายในราคาย่อมเยาแม้จะเน้นราคาประหยัด แต่ยังคงรักษาความหลากหลายของสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อของใช้และของกินได้ครบจบในที่เดียวโดยไม่ต้องเดินทางไปหลายที่
4.ตอบโจทย์กำลังซื้อปัจจุบันการเปิดตัวโมเดลนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน ทำให้กลยุทธ์เน้นความคุ้มค่านี้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี
5.เช่นเดียวกับเรื่องของความแตกต่าง โดยโมเดล "เซฟ พลัส" นี้จะแตกต่างจากโมเดล "Lotus’s go fresh ที่เน้นความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่เข้าถึงชุมชนและมีอาหารสดคุณภาพสูงเป็นจุดเด่น ในขณะที่ "เซฟ พลัส" จะเน้นไปที่ความคุ้มค่าของราคาเป็นหลักเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่คำนึงถึงราคาเป็นสำคัญ
ว่าไปแล้ว แนวคิดของการเปิดสาขาในรูปแบบของ Lotus's SAVE+ มีความคล้ายคลึงกับแนวทางของร้านค้าที่ขายสินค้าราคาถูก และลดราคาในรูปแบบของ Hard Discounter อย่าง Aldi ในเยอรมนี โดยจุดที่คล้ายคลึงกันจะมีตั้งแต่
1.เน้นราคาต่ำเป็นพิเศษทั้ง Aldi และ Lotus's SAVE+ มีจุดมุ่งหมายหลักคือการเสนอราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่คำนึงถึงความคุ้มค่าและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
โดยมีการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถขายสินค้าในราคาที่ต่ำได้ ทั้ง 2 โมเดลมักจะมีการจัดการร้านค้าที่เน้นประสิทธิภาพสูง ลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดเรียงสินค้าแบบง่ายๆ บนพาเลตหรือในกล่อง
2.เน้นแบรนด์ของตัวเอง หรือ Private Labels ซึ่ง Aldi มีชื่อเสียงอย่างมากในการจำหน่ายสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ (Private Label) ที่มีคุณภาพดีในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ดังในตลาด ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้ลูกค้า คาดว่า Lotus's SAVE+ ก็จะนำกลยุทธ์นี้มาใช้หรือเน้นย้ำมากขึ้นในโมเดลนี้เช่นกัน
3.ขณะที่เรื่องของความหลากหลายของสินค้า โดยทั่วไป ร้าน Aldi มักจะมีจำนวนรายการสินค้า (SKUs) น้อยกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปอย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหารจัดการง่ายและต้นทุนต่ำ ส่วน Lotus's SAVE+ ในไทยนั้นจะมีการลด SKU ของสินค้าให้น้อยกว่า Lotus’s go fresh ที่มีภาพของความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก โดยลด SKU จาก4,500 เหลือ 2,500 SKU
ทั้งหมดนั้นเป็นอีกการขยับตัวที่น่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว เพราะถือเป็นอีกการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครเข้ามาปักธงจับจองพื้นที่ในตลาด....