ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคในปัจจุบัน การปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่เทรนด์ "Premiumization" หรือการยอมรับที่จะจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อแลกกับนวัตกรรมและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยอย่าง เดนทิสเต้ (DENTISTÉ) สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด Premium Oral Care
โดยในปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมมีมูลค่าสูงถึง 18,500 ล้านบาท และมีการเติบโตประมาณ 6% จากปีก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเฉพาะเซกเมนต์พรีเมียมที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท กลับพบว่ามีการเติบโตสูงถึง 10% ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาว (Proactive Wellness) มากกว่าที่เคยเป็นมา ในบริบทความสำเร็จนี้ เดนทิสเต้สามารถทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดรวมด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 20% ในปี 2567 และครองส่วนแบ่งการตลาดพรีเมียมในไทยได้ถึง 30% ซึ่งเป็นผลจากการที่แบรนด์ไม่ได้มองว่ายาสีฟันเป็นเพียงสินค้าทำความสะอาด แต่เป็น Innovation ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกวัน

กุญแจสำคัญที่จะนำพาเดนทิสเต้ไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับ 1 ในเอเชียภายในปี 2569 คือการเปิดตัวนวัตกรรมเรือธงรุ่นล่าสุด "เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026" (DENTISTÉ Premium Care 2026) หรือที่รู้จักกันในนามยาสีฟันสูตร 10 in 1 ในหลอดสีทอง ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นสูตรที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแบรนด์ นวัตกรรมนี้เป็นการรวมเอาสารสกัดพรีเมียมและเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการแก้ปัญหาช่องปากแบบเบ็ดเสร็จในหลอดเดียว โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือการผสมผสานระหว่าง Postbiotics ร่วมกับ Zinc และ CPC (Cetylpyridinium Chloride) ที่ทำงานร่วมกับสารสกัดสมุนไพรพรีเมียมมากกว่า 14 ชนิด ความโดดเด่นของสูตร 10 in 1 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำความสะอาดฟันหรือลดกลิ่นปากที่เป็นจุดขายดั้งเดิมของแบรนด์ แต่เป็นการเข้าไปจัดการปัญหาเหงือกและฟันอย่างเข้มข้น ทั้งการลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก และเหงือกอักเสบ พร้อมคุณสมบัติในการปรับสมดุลแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง และยังให้ความสำคัญกับการป้องกันฟันผุด้วยปริมาณ Sodium Fluoride ที่เข้มข้นถึง 1100 ppm เพื่อการดูแลสุขภาพช่องปากเชิงรุกที่ทรงประสิทธิภาพ
ในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ การนำเสนอนวัตกรรม 10 in 1 นี้ สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าสินค้าที่มีคุณภาพจะบอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวมันเอง เพราะในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว การทำการตลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ กลับกันต้องเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน การที่เดนทิสเต้วางราคาจำหน่ายในระดับพรีเมียม โดยขนาด 100 กรัม ราคาอยู่ที่ 275 บาท และขนาด 50 กรัม ราคา 165 บาท ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากผู้บริโภคมองเห็นความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาทางทันตกรรมที่อาจสูงถึงหลักแสนบาทต่อซี่ในปัจจุบัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมสูงจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ซึ่งเห็นได้ชัดจากความสำเร็จของแบรนด์ในตลาดระดับโลกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีที่เดนทิสเต้สามารถขึ้นแท่นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ได้มาแล้ว และเตรียมที่จะใช้โมเดลความสำเร็จนี้ขยายผลไปสู่ประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ต่อไป

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่ระดับสากลคือการสานต่อความร่วมมือกับ "ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล" ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” ซึ่งลิซ่าถือเป็นตัวแทนที่มี DNA ตรงกับแบรนด์อย่างชัดเจน ในฐานะคนไทยที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จระดับโลกด้วยความมั่นใจและไม่เคยย่อท้อ การเลือกใช้ลิซ่าไม่ได้เป็นเพียงการนำชื่อเสียงมาสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นการสื่อสารถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ลิซ่าใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Premium Care และ Mouth Spray สูตรใหม่ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Z ทั่วทั้งอาเซียนได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้แบรนด์ยังมีแผนการที่น่าตื่นเต้นด้วยการเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชันพิเศษที่พัฒนาร่วมกับลิซ่าอีกกว่า 10 รายการ เพื่อสร้างความผูกพันและรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มแฟนคลับและคนรุ่นใหม่อย่างเหนียวแน่น

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ยาสีฟันพรีเมียมแล้ว เดนทิสเต้ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น เซรั่มฟัน "Dentisté Remin" ที่ใช้เทคโนโลยี BioMin® F จากอังกฤษ เพื่อเติมแร่ธาตุกลับเข้าสู่ผิวฟันและลดอาการเสียวฟันได้อย่างเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ รวมถึงการเปิดตัวเมาท์สเปรย์สูตรเข้มข้นที่กลายเป็นไอเทมจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่