ถ้าคุณกำลังหาที่นั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ สถานที่แรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นการหาร้านกาแฟสักแห่งที่นั่งสบาย มีปลั๊กไฟ และมีเครื่องดื่มบริการ เพราะกาแฟกลายเป็นหนึ่งใน “ที่พำนักชั่วคราว” ของคนยุคนี้ไปแล้ว
ด้วยความนิยมและการเข้าถึงที่ง่ายของกาแฟ ทำให้ตลาดกาแฟไทยพัฒนาไปไกล ตั้งแต่กาแฟโบราณทั่วไป ไปจนถึงร้านเชนขนาดใหญ่และร้านกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์ นำไปสู่การเกิดของพื้นที่ “กาแฟเพื่อการนั่งทำงาน” ที่เราเห็นกันมากมายในปัจจุบัน
ในขณะที่ประสบการณ์กาแฟมีการเติบโตและแตกแขนงไปสู่หลากหลายรูปแบบ ชาในไทยกลับยังไม่ได้รับบทบาทเดียวกันในเชิงประสบการณ์อย่างแท้จริง แม้คนไทยจะคุ้นเคยกับการดื่มเครื่องดื่มประเภทชาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คุ้นตาส่วนใหญ่กลับเป็นชาใส่นมหรือชานมไข่มุก ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ชาไข่มุกช่วยทำหน้าที่หนึ่งสำคัญ คือการทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการจ่ายเงินระดับ 60-120 บาท สำหรับเครื่องดื่มที่มี ‘ชา’ เป็นฐาน ท่ามกลางความสนุกของรสหวานและความสะดวกแบบ Grab-and-go มากกว่าเป็นประสบการณ์ร้านกาแฟหรือร้านชาแบบเต็มตัว

Tea Bar สมัยใหม่จึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากการที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่ม ให้ความสำคัญกับชาในมุมที่ลึกขึ้น เห็นคุณค่าของวัตถุดิบ กระบวนการชง เรื่องเล่า และประสบการณ์ที่มาก กว่าเพียงแก้วเครื่องดื่มด่วน คล้ายกับเส้นทางที่กาแฟเคยเดินผ่านมาแล้ว จากกาแฟโบราณ สู่ร้านเชน และต่อยอดไปสู่ Specialty Coffee
หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ในย่านศูนย์กลางเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นในอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือแลนด์มาร์กสำคัญต่างๆ เริ่มมี “ร้านชา” รูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่ร้านชาแบบโบราณ หรือร้านชาไข่มุกที่คุ้นเคยในยุคก่อนหน้า แต่เป็นร้านชาที่มีพื้นที่ให้นั่ง มีการออกแบบอย่างจริงจัง มี “พิธีกรรมการชง” และตั้งใจขายบางสิ่งที่มากกว่าเพียงเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว
ดังนั้น Tea Bar สมัยใหม่จึงเกิดขึ้นในฐานะ “ตัวเลือกใหม่” ของการดื่ม ผสมผสานเรื่องสุขภาพ ประสบการณ์ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ไม่ได้เข้ามาแทนที่ชาไข่มุก แต่ยกระดับการดื่มชาในประเทศไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และขับเคลื่อนตลาดเครื่องดื่มชาไปสู่การแข่งขันในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดกาแฟที่เติบโตมายาวนานอย่างที่เราได้เห็นกันในวันนี้
คุณชุมพิชา พัฒนาหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด CHAGEE ประเทศไทย มองภาพการเกิดขึ้นของ Tea Bar สมัยใหม่นี้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
“ถ้ามองภาพรวมจริงๆ ตอนนี้ชาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมาก จนเรียกได้ว่ากลายเป็นเครื่องดื่มที่คนนึกถึงอันดับต้นๆ รองจากน้ำ หรือกาแฟไปแล้ว
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเทรนด์ที่เห็นในหลายประเทศ อันเนื่องมาจากการหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นของผู้บริโภค และเมื่อพูดถึงชา คนก็มักจะเชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาพอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ”

จากการที่คนยุคนี้คำนึงถึงการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสำคัญ สิ่งที่แบรนด์ไม่อาจละเลยได้คือการสื่อสารที่เน้นย้ำว่าแบรนด์ใช้วัตถุดิบต่างๆ ที่ห่างไกลจากการทำลายสุขภาพให้ได้มากที่สุด เช่น การใช้ชาจริงแทนผงชา การใช้นมสดแท้แทนครีมเทียม หรือการทำให้เครื่องดื่มปราศจากไขมันทรานส์และไม่มีการแต่งกลิ่นสังเคราะห์ การสื่อสารเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริโภคยุคใหม่ที่เลือกสิ่งที่คิดว่าดีต่อร่างกายและจิตใจของตัวเอง
คุณชุมพิชา ในฐานะผู้นำเสนอสินค้าในกลุ่มดังกล่าวกล่าวถึงจุดยืนว่า “เราอยากให้ลูกค้าดื่มชาแล้วไม่รู้สึกผิด ไม่ใช่แค่ในแง่แคลอรี แต่เป็นความรู้สึกโดยรวมว่าเขาเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง เพราะวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ความอร่อย แต่มองว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไปส่งผลกับตัวเองอย่างไร” การได้รับเลือกให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและ "ไม่รู้สึกผิด" จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายในตลาดชาสมัยใหม่
ในอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรมชาของไทยเองก็เริ่มขยับอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็น “โอกาสครั้งใหญ่” ของแบรนด์ไทยที่เข้าใจรากวัฒนธรรมของชาอย่างลึกซึ้ง และพร้อมที่จะสร้างสรรค์
หนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักดีคือชาตรามือ ซึ่งอยู่คู่กับวัฒนธรรมการดื่มชาของคนไทยมานานกว่า 80 ปี ได้เข้ามาในสมรภูมิโดยการพัฒนาแบรนด์ลูกคือ CTM (ChaTraMue) ซึ่งเป็นมากกว่า Sub-brand การมาครั้งนี้เป็นการแยก Positioning อย่างตั้งใจ จากชาไทยแบบดั้งเดิม ไปสู่ Lifestyle Tea Brand ที่มุ่งสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่
คุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ กล่าวในงานครบรอบ 80 ปีของชาตรามือ เพื่ออธิบายถึงการก้าวไปข้างหน้าว่า “ตอนนี้ชาตรามือกำลังอยู่ในยุคของการต่อยอด เพราะถ้าย้อนกลับไป เราเริ่มจากการเป็นผู้นำเข้าชาแล้วก็เริ่มผลิตชาเอง ก่อนจะเปิดร้าน และพัฒนามาเรื่อยๆ สิ่งที่เรามองไปข้างหน้าคือ
เราไม่ได้มองชาเป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นประสบการณ์และการถ่ายทอดอารมณ์ เพราะทุกแก้วมีเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนต่างตีความรสชาติที่หลากหลาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันไป”

แรงบันดาลใจของ CTM เริ่มต้นจาก “ใบชา” แต่ไม่หยุดอยู่เพียงรสชาติที่คุ้นเคย หากเป็นการยกระดับชาให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัย ผ่านเมนูต่างๆ ที่ถูกพัฒนาภายใต้ Captivating Series ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ เช่น ชานมอู่หลงนางงาม, ชาจัสมินบลูม, ชาต้งติ่งเกาลัด, ชาขาวไอวอรี่นมปั่น, ชาไทย CTM เครมบรูเล่ ไปจนถึงชาส้มโอทับทิมสยาม
แม้ว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ แต่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชาที่กำลังยกระดับไปสู่การส่งมอบประสบการณ์ควบคู่กับเครื่องดื่มไปด้วย ผู้ผลิตต่างๆ ต้องหันมาคำนึงถึงสิ่งที่จะสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้มากกว่าที่เคย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ CTM เลือกใช้วัตถุดิบจากไร่ชาในประเทศเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย และผสมผสานกับการคัดสรรวัตถุดิบจากต่างประเทศเฉพาะในกรณีที่จำเป็น เช่น การเลือกใช้มัทฉะเกรด Ceremonial จากเมืองนิชิโอะและยาเมะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ได้รสอูมามิในระดับที่ต้องการ
CTM จึงไม่ได้แค่ขายความพรีเมียม แต่ขายประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ด้วยเมนูกว่า 40 รายการ ภายใต้แนวคิด “Muse” ที่ผสาน Base ชาหลากหลายคาแร็กเตอร์เข้ากับผลไม้และท็อปปิ้งอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ชาไทยถูกมองใหม่ในฐานะ Specialty Drink ที่มีชีวิตชีวา
คุณพราวนรินทร์ ย้ำว่า “CTM ไม่ใช่แค่แบรนด์ชา แต่คือแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดผ่านรสชาติ กลิ่น และประสบการณ์การดื่มในทุกวัน สิ่งที่ต่างออกไปคือคอนเซ็ปต์ ‘แก้วต่อแก้ว’ เน้นการสกัดชาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้ดื่มได้สัมผัสรสชาติที่มีทั้งความคุ้นเคยและความแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน”
ภาพนี้สะท้อนการเปลี่ยนสนามแข่งขันของตลาดชา จากเดิมที่เคยแข่งกันเรื่องแหล่งปลูกหรือคุณภาพวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว สู่เวทีใหม่ที่ “ความสร้างสรรค์” และ “การเล่าเรื่อง” กลายเป็นหัวใจสำคัญ ผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้น หากสินค้านั้นดีกว่าจริง มีที่มา มีความตั้งใจ และทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เมื่อมองภาพรวมของอุตสาหกรรม Tea Bar สมัยใหม่ จึงเห็นชัดว่า นี่ไม่ใช่เพียงกระแสของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับทั้งแบรนด์ต่างชาติและแบรนด์ไทยในการนิยาม “การดื่มชา” ขึ้นมาใหม่
นอกจากประสบการณ์ในด้านผลิตภัณฑ์ที่นำนวัตกรรมมาพัฒนาในเรื่องของรสชาติหรือวัตถุดิบแล้ว องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญอย่าง “บรรยากาศของร้าน” ก็เป็นอีกส่วนที่ผลักดันให้ผู้บริโภคได้ดื่มด่ำประสบ การณ์ได้ด้วยเช่นกัน
คุณชุมพิชา ได้ขยายความถึงความสำคัญของพื้นที่หน้าร้านว่า
“เราไม่ได้มองว่าชาเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เรามองว่าชาเป็น Experience ให้กับผู้บริโภค ตั้งแต่รสชาติ คุณภาพ ไปจนถึงบรรยากาศของร้าน เพราะวันนี้คนไม่ได้เข้ามาดื่มชาอย่างเดียว แต่เข้ามาดื่มประสบการณ์ด้วย”
แนวคิดนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในกลยุทธ์ของ CHAGEE ที่เลือกลงทุนกับ Concept Store ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสาขาขนาดใหญ่ใน One Bangkok, High Tea Bar ที่ Mahanakhon หรือสาขาที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวอย่าง Central Westville กลยุทธ์การออกแบบร้านนี้เกิดจากการพยายามตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในแต่ละพื้นที่

“เราพยายามออกแบบร้านให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในแต่ละพื้นที่ บางที่เป็นออฟฟิศ บางที่เป็นพื้นที่สำหรับครอบครัว บางที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สิ่งที่เหมือนกันคือทุกสาขาต้องเป็นพื้นที่ที่คนสามารถมาใช้เวลาได้ ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วเดินออกไป” คุณชุมพิชา กล่าว
สิ่งนี้ทำให้ Tea Bar ถูกยกระดับจากร้านขายเครื่องดื่ม ไปสู่การเป็น “Third Place” พื้นที่ที่ผู้คนสามารถมาใช้เวลาได้ นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน ซึ่งเป็นบทบาทเดียวกับที่ร้านกาแฟเคยครองมาอย่างยาวนาน
ที่น่าสนใจ แม้ว่าคุณภาพและประสบการณ์จะเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่เมื่อพูดคุยกับทางแบรนด์ที่เป็นร้านเชนขนาดใหญ่ระดับโลก พบว่าเรื่องของการควบคุมมาตรฐานให้สม่ำเสมอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ยังคงจำเป็นในการเติบโตในระดับนานาชาติ
คุณชุมพิชา ได้เน้นย้ำในประเด็นนี้ว่า “เรามองว่าถ้าเราอยากเติบโตในระดับเชน ความสม่ำเสมอคือหัวใจ ทุกแก้วต้องได้รสชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะดื่มที่สาขาไหน เพราะฉะนั้นเราจึงใช้เครื่องชง แต่ในขณะเดียวกันพนักงานทุกคนก็ต้องผ่านการฝึกและสอบความรู้เรื่องชาอย่างเข้มข้น”
นอกจากความสม่ำเสมอของรสชาติแล้ว การสร้างมูลค่าเชิงประสบการณ์ยังได้รับการสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างการนำแนวคิด “ทีบาริสต้า (Tea Barista)” มาใช้เป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งโมเดลนี้มีให้เห็นในแบรนด์ CHAGEE แล้วในปัจจุบัน
คำว่า “ทีบาริสต้า” ในบริบทนี้ มิได้เป็นเพียงการตั้งชื่อพนักงานในเชิงการตลาด แต่เป็นการกำหนดบทบาทเชิงกลยุทธ์ของบุคลากรหน้าร้านให้ทำหน้าที่เสมือน Barista ในธุรกิจกาแฟ Specialty กล่าวคือ Tea Barista ต้องมีความรู้เกี่ยวกับใบชา แหล่งที่มา กระบวนการแปรรูป ลักษณะกลิ่นและรสชาติ (Flavor Profile) รวมถึงวิธีการสกัดชาในรูปแบบต่างๆ เช่น การควบคุมอุณหภูมิน้ำ ระยะเวลาในการแช่ชา และสัดส่วนการผสมที่เหมาะสมอย่างละเอียด บทบาทดังกล่าวทำให้ Tea Barista ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตเครื่องดื่มตามสูตร แต่กลายเป็น “ผู้ถ่ายทอดคุณค่าและเรื่องราวของชา (Product Storytelling)” ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ณ จุดขาย
การนำ Tea Barista มาเป็นแกนกลางของประสบการณ์หน้าร้าน ช่วยให้ CHAGEE แตกต่างจากร้านชานมเชิงแมสอย่างมีนัยสำคัญ การชงชาแบบเปิดเผย การสื่อสารกับลูกค้า และการแนะนำเมนูตามรสนิยมของผู้บริโภค ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การดื่มชาถูกยกระดับจาก “การบริโภคเพื่อความสดชื่น” ไปสู่ “พิธีกรรมการดื่มชาแบบร่วมสมัย” ในเชิงการตลาด
แนวคิดนี้ช่วยเพิ่ม Perceived Value ของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สูงขึ้น และสร้างความแตกต่างที่ไม่สามารถลอกเลียนได้ง่ายจากคู่แข่งที่เน้นโมเดลคีออสก์หรือระบบอัตโนมัติ การใช้คำว่า Tea Barista จึงสะท้อนการวางตำแหน่งแบรนด์ของ CHAGEE ในฐานะ Premium Tea Bar มากกว่าการเป็นเพียงเชนชานมไข่มุก การลงทุนในทักษะบุคลากรและการออกแบบประสบการณ์หน้าร้าน ทำให้แบรนด์สามารถเคลื่อนตัวออกจากการแข่งขันด้านราคา และเข้าสู่การแข่งขันด้านคุณค่า (Value-based Competition) ได้อย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์ชาแบบดั้งเดิมหรือแบรนด์แมสในตลาดจะเห็นได้ว่า Tea Barista เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยน “ชา” จากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปให้กลายเป็นงานฝีมือ (Craft Beverage) ในลักษณะเดียวกับที่ธุรกิจกาแฟ Specialty เคยประสบความสำเร็จมาก่อน
เมื่อพูดถึงการแข่งขันกับเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างกาแฟ คุณชุมพิชา เสริมว่า “สิ่งที่ทำให้ Tea Bar แตกต่างจากกาแฟ ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องของ “จังหวะการดื่ม” กาแฟส่วนใหญ่ดื่มเพื่อความตื่นตัว ดื่มช่วงเช้าหรือเวลาทำงาน ในทางกลับกันชาดื่มเพื่อความผ่อนคลาย ดื่มได้ทั้งวัน และดื่มเพื่อ Wellness มากกว่า เพราะฉะนั้นเรามองว่าชากับกาแฟไม่ได้แย่งตลาดกันโดยตรง แต่เป็นทางเลือกที่อยู่ร่วมกันได้”
ดังนั้น ในภาพใหญ่คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Tea Bar จะมาแทนกาแฟหรือไม่? แต่คือ Tea Bar จะเป็นแค่กระแส หรือจะยืนระยะได้ในระยะยาว จากมุมมองของ CHAGEE คำตอบขึ้นอยู่กับการไม่ลดทอนคุณค่าของชาให้เหลือแค่ความหวือหวา
คุณชุมพิชา ได้สรุปถึงปัจจัยความสำเร็จระยะยาวว่า “ถ้าชาขายแค่ความแปลกใหม่แล้วจบ คนอาจมาลองครั้งเดียว แต่ถ้าเราขายคุณภาพ ขายวัฒนธรรม ขายประสบการณ์ที่แท้จริง เราเชื่อว่าคนจะกลับมา เพราะเขารู้สึกผูกพันกับแบรนด์”

ในบริบทของตลาดไทย Tea Bar อาจไม่สามารถขยายตัวได้รวดเร็วเท่าร้านกาแฟแมสที่มีราคาต่ำและสาขานับหมื่น แต่ในเมืองใหญ่และหัวเมืองสำคัญ ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างแข็งแรงในฐานะ ตลาดพรีเมียมเชิงไลฟ์สไตล์ ที่ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินแค่เพื่อเครื่องดื่ม แต่จ่ายเพื่อใช้เวลากับประสบการณ์ที่ได้รับ และตัวตนที่สะท้อนผ่านสิ่งที่เลือกดื่ม
คุณชุมพิชา ได้ทิ้งท้ายอย่างชัดเจนถึงโอกาสของตลาดนี้ว่า “เราไม่ได้คิดว่าชาจะเป็นของทุกคน แต่เราเชื่อว่าชาจะเป็นของคนที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ และตราบใดที่เรายังรักษาคุณภาพและสร้างประสบการณ์ได้จริง ตลาดนี้ก็ยังไปได้อีกยาว”
ในวันที่ชาไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่มแก้กระหาย แต่กลายเป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิต Tea Bar จึงอาจไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราว หากแต่เป็นอีกบทหนึ่งของวิวัฒนาการธุรกิจเครื่องดื่มในเมืองยุคใหม่