ปีนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศแผนงานประจำปีด้วยการชูกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ยกระดับการดูแลสุขภาพกาย ใจ และการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรม พันธมิตร และ Health Ecosystem ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด และสอดรับกับบริบทของโลกที่ความผันผวนกำลังกลายเป็น New Normal ทั้งแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจที่เปราะบาง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่ยากต่อการคาดการณ์
วันนี้ ธุรกิจประกันชีวิต จึงกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เคย ภายใต้บทบาทผู้นำองค์กรอย่าง "สาระ ล่ำซำ" การขับเคลื่อนองค์กรจึงไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการเติบโต แต่สิ่งสำคัญ คือความมุ่งมั่นในการบริหารความเสี่ยงในมิติต่างๆ เพื่อรักษาพันธะสัญญาที่มีต่อลูกค้าให้ยั่งยืนในระยะยาว โดยสะท้อนผ่านวิธีคิดในการทำธุรกิจประกันชีวิตของเมืองไทยประกันชีวิตในโลกใหม่อย่างชัดเจน

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายมาก ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายภาครัฐ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือคนเจนเนอเรชันใหม่ๆ มีวิธีคิดและมุมมองที่เปลี่ยนไปทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และประกันชีวิต องค์กรจึงต้องปรับตัวให้ทัน เรื่องที่ควบคุมไม่ได้คือโรคระบาด ผลกระทบจาก PM 2.5 ปัญหาสุขภาพคนป่วยง่ายและเสียชีวิตเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารความเสี่ยงและความคุ้มครองสุขภาพ แต่ท่ามกลางความผันผวนของโลก เมืองไทยประกันชีวิตยังเป็นผู้นำด้านความรอบรู้เรื่องประกันและสุขภาพ เป็นสิ่งสำคัญเพราะประกันเป็นตัวช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนได้
“ความท้าทายของธุรกิจประกันชีวิตวันนี้ไม่ได้มาจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง’ ของโลก เช่น ในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจากการประชุมระดับโลกอย่าง Davos ยังสะท้อนความกังวลของผู้นำประเทศ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ”
การประกาศใช้กลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สะท้อนภาพ เมืองไทยประกันชีวิต กำลังขยับบทบาทจากผู้ขายความคุ้มครองไปสู่การเป็น Health Ecosystem แบบองค์รวม ตั้งแต่แบบประกันสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งเหมาจ่าย Deductible และ Co-payment ไปจนถึง 99/20 Flexi ที่เปิดโอกาสให้ดึงทุนประกันมาใช้ดูแลสุขภาพในช่วงอายุที่กำหนด เพื่อลด Pain Point ในเรื่องที่คนมักพูดว่า “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ”
เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีแพลตฟอร์ม MTL Fit ที่เชื่อมข้อมูลจากอุปกรณ์ Wearable มาคำนวณเป็นคะแนนสุขภาพและใข้เป็นส่วนลดเบี้ยประกัน ยังมีบริการ Telemedicine ผ่าน MTL Click การขยายเครือข่าย MTL Smile Hospital Network กว่า 145 แห่ง รวมถึงบริการ Health Buddy และ Care Cover ที่เชื่อม Prevention, Primary Care และ Tertiary Care เข้าด้วยกัน ช่วยตอกย้ำภาพที่ชัดเจนว่า ประกันชีวิตกำลังถูกออกแบบให้ “ใช้ได้จริง” ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องการเคลมในวันที่เกิดเหตุเท่านั้น

หนึ่งในมิติสำคัญที่ สาระ กล่าวถึง คือความแข็งแกร่งทางการเงินและการลงทุน สินทรัพย์รวมกว่า 6.9 แสนล้านบาท โดย 80-90% เป็นสินทรัพย์ลงทุน และมีเงินทุนสำรอง (Capital) หรือ CAR Ratio มากกว่า 300% เป็นหลักประกันความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของตลาด โดยนโยบายการลงทุนที่เน้น Balance ระหว่าง Risk และ Return การกระจายสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพิจารณา Asset Class ใหม่ๆ ภายใต้กรอบกำกับดูแลสะท้อนความระมัดระวังการลงทุนที่ต้องดูแลภาระผูกพันระยะยาว
สิ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญ ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องความมั่นคงขององค์กรและแบรนด์ แต่ยังรวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลโลก โดยให้ความสำคัญเรื่อง ESG มาตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน โดยจัดทำรายงานความยั่งยืนและประเมินแบบ Double Materiality ที่ดูทั้งผลกระทบต่อองค์กร และผลกระทบที่องค์กรมีต่อสังคม จนได้รับ Rating ด้านความยั่งยืนในระดับ Low Risk ถือว่าดีที่สุด แต่ยังตั้งเป้าที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
“เรื่องความยั่งยืน หรือ ESG ไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนทำ หรือพยายามทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องที่ถูกผสมผสานอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตโดยตรง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการทำงาน เช่นเดียวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI”
โดยเรื่องของ ESG มีองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนบทบาทหน้าที่ของธุรกิจประกันชีวิตใน 3 เรื่องหลัก คือ
เรื่องแรก คือ หน้าที่ในการให้ความคุ้มครองผ่านการออกกรมธรรม์ต่างๆ ทั้งประกันชีวิต ความคุ้มครองสุขภาพ โรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีองค์ประกอบของเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อยู่ในตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ Unit Linked ที่มีกองทุน Green Fund เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการมีส่วนร่วมในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เรื่องที่สอง คือ การตอบสนองต่อสังคมไทยที่มีความต้องการหลากหลาย ทั้งการรองรับสังคมผู้สูงอายุ การออมเงิน และความคุ้มครองสุขภาพ รวมถึงการขยายช่วงอายุรับประกันสุขภาพไปจนถึง 90 ปี และให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ด้านประกันภัยแก่ประชาชน ช่วยควบคุมปัญหาการฉ้อฉลและการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างสิ้นเปลือง จะช่วยคุมอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล และทำให้เบี้ยประกันมีความสมเหตุสมผลและยั่งยืน
"การสร้างการเข้าถึงบริการจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากเราบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลงโดยใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก็จะสามารถทำเบี้ยประกันให้ถูกลง ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้มากขึ้น”
เรื่องที่สาม คือ การลงทุน ต้องบริหารจัดการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ลงทุนในธุรกิจที่สร้างมลพิษสูงได้เพราะกติกาโลกบังคับ แม้กระทั่งอาคารสำนักงานต้องผ่านมาตรฐานอาคารสีเขียว (Green Building) เพื่อรองรับผู้เช่าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการจะเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ทั้งเบี้ยรับรายใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีการขยายตัวสูง แต่เมืองไทยประกันชีวิตไม่ได้เน้นการเติบโตเชิงตัวเลขเป็นแกนหลัก โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต และความสามารถในการรักษา Commitment ระยะยาว เพราะในท้ายที่สุด ธุรกิจประกันชีวิตไม่ได้ขายเพียงความคุ้มครอง หากแต่ขายความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นนั้นจะยืนอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถบริหารความเสี่ยง สร้างสมดุล และรักษาคำมั่นสัญญาให้ยั่งยืนได้จริง
สาระ ย้ำว่า บทบาทของบริษัทประกันชีวิตในยุคปัจจุบันมีมากกว่าเรื่อง “การจ่ายเคลม” โดยความเป็นจริงหน้าที่ของสำคัญของประกันชีวิต คือ การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) คนซื้อไม่มีใครอยากเจ็บป่วยเพื่อเคลมแต่เมื่อเจ็บป่วยต้องเคลมได้ แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่ไม่รู้ หรือควบคุมไม่ได้ โดยเมืองไทยประกันชีวิตได้นำเทคโนโลยี AI มาสนับสนุนการทำงาน เพื่อสร้างมาตรฐานต่างๆ ให้เกิดขึ้น
“โดยหลักการ คือทำอย่างไรให้สามารถสร้างความยั่งยืนในแบบประกันสุขภาพได้ตาม Commitment ที่มีกับลูกค้าได้ ผมว่านั่นเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าคนไทยอายุยืนไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาซื้อกรมธรรม์ความคุ้มครองสุขภาพ เขาต้องมีความหวังตรงจุดนี้ นั่นคือหน้าที่ของเรา ไม่ว่าจะอย่างไรเราต้องการให้เกิดความยั่งยืนในเรื่องประกันสุขภาพ และตอบโจทย์ได้ตามพันธะสัญญาที่มีต่อลูกค้าให้ได้ ภายใต้ปัจจัยที่มีความไม่นิ่งในหลายเรื่อง” สาระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเติบโตทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ดี และการมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเติบโตในมุมของ เมืองไทยประกันชีวิต ต้องเป็นการเติบโตภายใต้มิติที่ว่า แบบประกัน ต้องสามารถสะท้อนของความแข็งแกร่งขององค์กรได้ และจากการนำเสนอมุมมองในมิติต่างๆ สะท้อนภาพให้เห็นว่า เบื้องหลังของแผนงาน “Go Healthier with MTL” ไม่ใช่แค่การประกาศกลยุทธ์ประจำปี หากแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของบริษัทประกันชีวิตในฐานะ Health Ecosystem ที่จะดูแลอนาคตของผู้คนและสังคม ในโลกที่ “ความไม่แน่นอน” เกิดขึ้นตลอดเวลา