การขับเคลื่อนด้านสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นเชิงการแพทย์ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจระดับโลก พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากเชิงปริมาณสู่เชิงคุณภาพ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการผลักดัน Wellness Ecosystem ในประเทศไทย ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนที่นำโดย BDMS Wellness Clinic ในแนวคิด Wellness Hub Thailand, The Land of Life: The Journey Within
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า อุตสาหกรรม Wellness Tourism มีมูลค่าระดับโลกสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มจาก 5.7% ในปี 2019 เป็น 6.1% ในปี 2024 ก่อนคาดว่าจะขยายเป็น 7.1% ในปี 2029 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น หากกำลังก้าวจากความนิยมเฉพาะกลุ่มสู่โครงสร้างเศรษฐกิจสำคัญของโลก
การเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และปัญหาสุขภาพจิตที่ขยายตัวในระดับโลก ส่งผลให้แนวคิดทางการแพทย์เคลื่อนจาก “การรักษา” ไปสู่ การป้องกันและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Prevention & Longevity)
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ในขณะที่โลกพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้คนกลับเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียดจากวิถีชีวิตเมือง ปัญหาการนอนหลับ ภาวะหมดไฟ และความไม่สมดุลทางกายและใจ ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศไทย แต่เป็นภาพสะท้อนของผู้คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน โดย BDMS Wellness Clinic ได้เล็งเห็นถึงโจทย์สำคัญนี้ และเชื่อว่า วิธีแก้ไขที่ยั่งยืนไม่ใช่การรักษาที่ปลายเหตุ หากคือการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดโรค”
ในด้านภาระโรค NCDs พบว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจำนวนมาก โดยมีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 43 ล้านคนต่อปี และในประเทศไทยเฉลี่ย 49 คนต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ความเครียดถูกจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัย ส่วนปัญหาน้ำหนักเกินซึ่งพบในคนไทยมากกว่าครึ่งของประชากร ยังสัมพันธ์กับอายุขัยที่ลดลงเฉลี่ย 8.8 ปี ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้สูงขึ้น และเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness ในระดับโลก
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสุขภาพโลกอาจขยายสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 พร้อมอัตราการเติบโตต่อเนื่องในหลายสาขา โดยเฉพาะ Wellness Real Estate ที่เติบโตระดับสองหลัก การแพทย์ทางเลือกและสมุนไพรที่ขยายตัวสูง รวมถึง Wellness Tourism ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 9.1% ต่อปี และมีมูลค่าแตะ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยสัดส่วนผู้สูงอายุอาจแตะราว 28% ของประชากร ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีอายุยืน แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ Healthy Aging Society เพื่อลดภาระต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจครัวเรือน BDMS Wellness Clinic ตั้งเป้ายืด Health Span ของคนไทยสู่ 75 ปี เพื่อลดช่วงเวลาเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิต และปรับโครงสร้างจาก Sick Care ไปสู่ Wellness Care
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยเติบโต 28.4% สูงสุดของโลกในช่วงปี 2022 จนถึง 2023 ภาค Wellness Tourism ไทยเติบโต 36.4% เป็นอันดับ 3 ของโลก แม้ไทยเคยอยู่อันดับ 7 ของโลก ก่อนโควิด ปัจจุบันอยู่ราว อันดับ 15 ซึ่งสะท้อนช่องว่างการฟื้นตัวที่ยังต้องเร่งขับเคลื่อน
สำหรับจุดแข็งของไทยในสมการ Wellness โลกจึงประกอบด้วยทรัพยากรท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม อาหารและสมุนไพรที่เชื่อมโยงโภชนาการ การแพทย์แผนไทยควบคู่การแพทย์สมัยใหม่ ระบบบริการสุขภาพมาตรฐานสากล และวัฒนธรรมการบริการแบบไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI มากกว่า 60 แห่ง ขณะที่เครือ BDMS มีโรงพยาบาล 60 แห่ง แพทย์กว่า 16,000 คน ดูแลผู้ป่วยปีละราว 11 ล้านคน สะท้อนศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศ
ความร่วมมือครั้งนี้ถูกออกแบบเป็นเครือข่าย Travel–Stay–Scientific Wellness เชื่อมโยงตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก การแพทย์ อาหาร การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ไปจนถึงกิจกรรมสุขภาพ เพื่อทำให้ประสบการณ์นักท่องเที่ยวเป็นระบบเดียวกัน นายแพทย์ตนุพลระบุว่า เป้าหมายระยะยาวคือ ผลักดันเศรษฐกิจ Wellness ไทยสู่ Top 10 ของโลก ที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 24 และดัน Wellness Tourism สู่ Top 5 ของโลก
ผ่านการรวมตัวของกลุ่มขับเคลื่อนการท่องเที่ยว (ททท., TCEB, Thailand Privilege Card, Bangkok Airways) กลุ่มที่พักและไลฟ์สไตล์ (สมาคมโรงแรมไทย, ศรีพันวา, เซเลส, เมอเวนพิค, ดุสิตธานี, สยามพิวรรธน์, King Power, Lancôme, OSIM, KTC, สมาคมสปาไทย) และกลุ่มบริการสุขภาพ (BDMS Wellness Clinic, N Health) เพื่อสร้าง Wellness Economy ไทยให้แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่หมุดหมาย Wellness ระดับโลก ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การพักผ่อนระดับ Luxury และนวัตกรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเฉพาะบุคคลที่แม่นยำด้วยวิทยาศาสตร์
การเติบโตของ Wellness ไม่ได้เกิดจากกระแสการดูแลตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของโครงสร้างประชากรภาวะ โรคเรื้อรัง ต้นทุนสุขภาพ และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก ประเทศไทยกำลังพยายามเปลี่ยนข้อได้เปรียบเชิงวัฒนธรรม การแพทย์ และการท่องเที่ยว ให้กลายเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจสุขภาพ ที่ขับเคลื่อนประเทศได้จริง และหากกลไกนี้เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย “การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” อาจไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายของการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ แต่กลายเป็นนิยามเศรษฐกิจบทถัดไปของไทย