ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่า Wellness ได้กลายเป็นกระแสที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก หลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า Wellness is The New Luxury
หัวใจของเทรนด์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของผู้บริโภค ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจมากขึ้น แทนที่จะมองกันที่เปลือกนอกหรือความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่นับรวมไปถึงการลงทุนในตัวเองแบบองค์รวม หรือลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดี การมีสมดุลชีวิต และความสุขทางด้านจิตใจ
เพื่อความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนภาคธุรกิจก็ต้องปรับ หลายแบรนด์เริ่มมีการทบทวนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เน้นด้านสุขภาพ และสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ในมุมมองใหม่
BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยกับ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้
นพ.ตนุพล อธิบายว่า เมื่อก่อนสมัย 20 ปีที่แล้ว ก่อนจะมี Wellness เราเรียก Anti Aging หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย แล้วพัฒนามาเป็น Regenerative คือการฟื้นฟู จนมาถึงเรื่อง Wellness มาจนถึงปัจจุบันก็เป็น Longevity สรุปโดยรวมทั้งหมด Wellness คืออะไรก็ได้ที่ทำให้มนุษย์เราแข็งแรงขึ้นใน 3 หัวข้อ 1. แข็งแรงทางกาย หรือ Physical Health 2. แข็งแรงทางใจ หรือ Mental Health และลึกไปจนถึงแข็งแรงทางจิต หรือ Spiritual Health อะไรก็ตามที่ทำให้ 3 อย่างนี้ดีขึ้น ผมว่าอยู่ใน Wellness Economy หมด
“หลายคนอาจจะยังสงสัยเรื่องใจกับจิต เพราะภาษาไทยทำให้ดูใกล้กัน แต่พอเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียก Mental Health กับ Spiritual Health อย่างชัดเจน จริงๆ Mental Health สำคัญกว่า Physical Health อีก แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานวิจัย แต่คำว่าใจดี คือไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่โศก ไม่เศร้า อันนี้เรียกใจดี แต่ถ้าจิตดีสำหรับผมคือบ้านเราเป็นเมืองพุทธ ก็จะไปในเชิงพุทธศาสนามากขึ้น จิตดีคือสุขเกินก็ไม่ดี ทุกข์เกินก็ไม่ดี Spiritual Health คือสุขภาพจิต คือการปล่อยวางพลังจิต วางอุเบกขา”

สำหรับประเทศไทย นพ.ตนุพล เล่าว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กระแส Wellness มาแรงนั้นมาจากประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว เพราะมีสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปี 20% ที่สำคัญก็คือ ในปี 2576 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 28%
“ในเอเชียที่หนึ่งคือ ญี่ปุ่น ที่สองคือ เกาหลีใต้ ที่สามคือประเทศไทย ประเทศจีนอยู่ อันดับที่ 4 คนอายุเยอะว่างงานก็เก็บภาษีได้น้อย ปีที่แล้วประเทศไทยมีคนเกิด 460,000 คน มีคนเสียชีวิต 570,000 คน
เรื่องที่สองคือ พอการแพทย์พัฒนาขึ้น ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอายุขัยของคนทั่วโลก หรือ Life Span เฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 73 ปี แต่พบว่า Health Span คืออายุที่คนยังไม่ป่วยไม่ทรมานเฉลี่ยอยู่ที่ 63 ปีทั่วโลก ส่วนสถิติของคนไทยดีกว่าหน่อย คือ Lifespan อยู่ที่ 77 ปี และ Health Span อยู่ที่ 67 ปี แสดงว่าส่วนใหญ่จะทรมานคนละ 10 ปีก่อนเสียชีวิต”
นพ.ตนุพล ฉายให้เห็นภาพใหญ่ และอธิบายเพิ่มเติมว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ
แต่สิ่งที่ นพ.ตนุพล มีความกังวลก็คือ ระบบดูแลสุขภาพของไทยในบางมุม มีส่วนทำให้คนไทยมีไลฟ์สไตล์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
“ผมมีความเชื่อเสมอว่าเรื่องสุขภาพฟรีหมด ไม่ได้ต้องมี Incentive หรือต้องมีการลงโทษบ้าง เช่น ถ้าปีนี้ใครไม่ป่วยเลยไม่ได้ใช้สิทธิรัฐ ผมคิดว่าคนๆ นี้ ปลายปีควรจะได้เงินคืนเพื่อทำให้เพื่อนๆ เห็นเป็นตัวอย่าง
ปัจจุบันนี้กลุ่มโรค NCDs กลายมาเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึงร้อยละ 77 ส่วน ประเทศไทยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 380,400 คนต่อปี หรือ 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งโรคกลุ่มเนี้ยแก้ไขได้ด้วยไลฟ์สไตล์ แค่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์โรคกลุ่มนี้หายไปได้ 80%”

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจ Wellness มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7.3% ต่อปี ลงลึกในเชิงอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่ม Wellness Real Estate มีการเติบโตสูงสุดอยู่ 15.8% รองลงมาคือ Mental Wellness เติบโตประมาณ 12.2% เพราะคนทั่วโลกเครียดมากขึ้น ตามมาด้วยกลุ่ม Wellness Tourism หรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตประมาณ 10.2%
“ถ้าดู 3 อันดับแรก เมืองไทยมีโอกาส เพราะเราเรามีสถานที่ที่คนชอบมา มีเรื่องพุทธศาสนา หรือเรื่องสมาธิ ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก แต่ภาพที่น่าชื่นใจกว่าคือ 2-3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขจาก TWI รายงานว่าประเทศไทยเติบโตด้าน Wellness เป็นอันดับหนึ่งของโลกถึง 28.4% นี่ขนาดเรายังไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ยังไม่มีนโยบายรัฐที่ชัดเจน เรายังเติบโตได้เบอร์นี้”
นพ.ตนุพล ฉายภาพต่อไปว่าศักยภาพประเทศไทยในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้นมาจาก 5 เสาหลัก คือ 1.ธรรมชาติอันสวยงาม 2. อาหารไทย 3. เอกลักษณ์ไทยในการให้บริการ 4. การแพทย์แผนไทย และ 5. การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร
“ข้อที่ 4 นี่คือสิ่งสำคัญ คือทำเรื่อง Wellness แล้วจะทันสมัยอย่างเดียวไม่รอด ต้องเอาภูมิปัญญาโบราณมาผสมผสาน บ้านเราเนี่ย 700 กว่าปีนะครับ เรื่องนวดไทยเรื่องสมุนไพรไทย ผมว่านี่คือจุดเด่น และข้อสุดท้ายสำคัญมาก หลายประเทศตกที่ข้อนี้คือ Medical Hub เพราะเวลาพูดถึง Wellness เราทำเรื่อง Medical Hub มานาน เรื่อง Wellness Tourism จึงเป็นภาพขยาย ซึ่งคนละภาพกัน Medical Tourism คือป่วยแล้วมารักษาบ้านเรา Wellness Tourism คือคนไม่ป่วย ซึ่งมีจำนวนเยอะกว่า”
ที่นพ.ตนุพล ยกตัวอย่างมานั้นก็เพื่ออยากจะกระตุ้นให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness Economy ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0
“ยุคนี้เขาเรียกว่า Wellness Economy 5.0 มีคนถามผมเยอะว่าคืออะไร ความคิดของผมอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ Wellness Economy 1.0 สำหรับผมก็คือ สมัยก่อนเค้าเรียก Survival Economy คือยุคที่มนุษย์ต้องทำมาหากินล่าสัตว์สมัยนั้นเรื่องสุขภาพไม่ต้องพูดถึงเพราะยุคนั้นคนตายอายุ 50 ปี จนมาถึงยุคที่ 2 ก็เป็นช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์คือแรงงานต้นทุน และเริ่มมีเรื่องชีวอนามัย มีการทำให้คนแข็งแรง เราจะได้โปรดักทีฟเยอะๆ มายุคที่ 3 ที่ข้อมูลเยอะคือประมาณ 20 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่กระแส Wellness เริ่มมา และแต่เป็นเรื่องเล็กๆ ในวงแคบๆ แคบๆ แล้วก็มาถึงยุคนี้ 4.0 คือยุคที่อยู่ดีๆ คนไข้ก็มีข้อมูลสุขภาพมากกว่าหมอ จากเทคโนโลยี เช่น มีตัวเลขการนอนหลับ, ตัวเลขการเต้นของหัวใจ ทำให้วงการแพทย์โดน Disrupt เพราะคนไข้มาด้วยข้อมูลที่มากกว่าเมื่อก่อน
ส่วนยุค 5.0 คือการเอาทั้งหมดที่กล่าวมาใส่คำว่า Humanity เข้าไป คือใส่คำว่าความเป็นมนุษย์เข้าไป เพราะฉะนั้นแล้ว Wellness Economy 5.0 จะไม่ได้เน้น GDP แต่เน้นไปที่ 5 แกน คือ 1. Compassionate Intelligence ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้อย่างแม่นยำภายใต้ความเข้าอกเข้าใจในผู้ป่วย 2. Health Span > Lifespan มุ่งให้คนไทยทุกคนมี Health span ยาวขึ้นอย่างน้อย 10 ปี ผ่านการส่งเสริมโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับและสุขภาพจิตที่ดี 3. Regenerative Design เมืองที่ดีต้องเยียวยาผู้คนได้ตั้งแต่บ้าน อาคาร จนถึงเมือง 4. Data for Prevention ข้อมูลสุขภาพจาก Wearable, Al Clinic และ Biomarker จะกลายเป็น “สัญญาณเตือนก่อนเจ็บป่วย"เพื่อให้แพทย์คาดการณ์โรคและสามารถปรับแผนการใช้ชีวิตได้ และ 5. Compassion Economy เศรษฐกิจยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยเมตตาไม่ใช่เพียงกำไร องค์กรที่ลงทุนในสุขภาพ เช่นของคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมจะได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่า เช่น Wellness Bond, Health ESG Fund และ Social Impact Investment”

นพ.ตนุพล ย้ำว่า การลงทุนกับระบบสาธารณสุขเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ เพราะผลผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นมีค่ามากกว่าเงิน เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ลดค่าใช้จ่ายจากการป้องกันโรค ลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ลดการใช้ยารักษาโรค นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มขึ้น อันจะนำมาซึ่งผลตอบแทนทางสังคม คือคุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น
“WHO เคยรายงานว่า ถ้าลงทุนไปกับเรื่องดูแลสุขภาพ 33,000 ล้านเหรียญ ภายใน 10 ปีจะรีเทิร์นกลับมาเป็นเม็ดเงินถึง 1.16-1.46 ล้านล้านเหรียญ หรือทุกหนึ่งบาทที่จ่ายจะกลับมาเป็นเงินถึง 35 บาท ถ้าเป็นด้านการป้องกันสุขภาพจะกลับมา 32 เท่า แต่ถ้าเป็นเชิงนโยบายจะกลับมาถึง 46 เท่า
ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่สำคัญมาก และเป็นเหตุผลที่หลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น เยอรมนี อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ เชก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เงินที่เราจ่ายกับการดูแลสุขภาพ สามรถหักออกไม่ต้องคำนวณภาษี ผมไปตรวจสุขภาพหักออกเลย อะไรก็ตามที่ลงทุนกับชีวิตเรา รัฐควรจะให้ Incentive ซึ่งดียิ่งกว่าลดหย่อนภาษี”
ถึงตรงนี้ทีมงานอยากรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงไหน ระหว่างรับรู้, ตระหนัก หรือลงมือทำ
นพ.ตนุพล ตอบว่า ประเทศไทยมีทั้งสามส่วน แต่ถ้าลองเทียบกับอดีตก็ถือว่าก้าวหน้ามาได้ไกล จะเห็นได้ว่าตั้งแต่มี COVID-19 คนไทยสนใจเรื่องสุขภาพเยอะขึ้น เรื่องการรับรู้ ประเทศไทยตอนนี้ในโซเชียล มีเดียต่างๆ มีพูดถึงกันเยอะ เพราะทุกคนรู้แล้วว่าเรื่องสุขภาพสำคัญ
“เรื่องตระหนักต้องแล้วแต่คน บางคนตระหนักเพราะว่าพ่อแม่ป่วย บางคนตระหนักเพราะมีคนรักไม่สบาย แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ อยากให้คนไทยตระหนักก่อนจะป่วย คือไม่ต้องรอใครป่วย ไม่ต้องเจอของจริง ให้สมมติฐานในสมองเองเลยว่าป่วยคือเรื่องไม่ดี เรื่องตระหนักต้องช่วยกันว่าถ้าเราให้ความรู้ว่าสิ่งนี้สำคัญ ก็คือป้องกันดีกว่ารอให้ป่วยแล้วไปรักษา
ส่วน Action ผมว่าเริ่มเห็นจากการเปลี่ยนแปลง เห็นกิจกรรมอะไรที่เป็น Public เช่น งานเดินวิ่ง เห็นภาคเอกชนก็ชวนคนให้มาดูแลสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ผมว่าตอนนี้เป็นจุดที่สวยงามของบ้าน เพียงแต่ว่าบ้านเรายังไม่มีแกนแกนกลาง แกนตรงนี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจากต้องเป็นทางรัฐบาล ซึ่งทุกคนก็อยากจะให้มีแกนมาช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปเป็น Wellness Destination of The World คือเป็น Wellness Hub ของโลก”

นพ.ตนุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า Wellness Economy จะมีส่วนช่วยทำให้โอกาสทางธุรกิจกระจายตัวออกไปยังส่วนภูมิภาคมากขึ้นจาก Wellness Tourism
“Wellness Tourism เราทำคนเดียวไม่ได้ เขามาอยู่บ้านเรา 14 วัน เขาก็ต้องนอน เขาก็ต้องกิน เขาก็ต้องออกกำลัง เขาก็ต้องไปเที่ยวต้องไปซื้อของ เขาต้องไปทำอะไรอีกมากมาย ไปปฏิบัติธรรม ชกมวย ฯลฯ ทุกยอ่างมันต้องมาร่วมกันหมด ร่วมกันเป็น Ecosystem หรือให้มันภาพมันปะติดปะต่อกันอันเนี้ยต้องอาศัยความร่วมมือกันเพราะเรากินคนเดียวไม่ได้เพราะว่าเรื่องสุขภาพคุณทำคนเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมาเราทำต่างคนต่างทำ เรายังอยู่ที่ 7 ของโลก ถ้าเราทำดีๆ การขยับไปติด Top 5 หรือ Top 3 นี่มีโอกาส
นอกจากวงการแพทย์ Ecosystem ของ Wellness Economy ยังมีอีกหลายวงรอบ ตัวอย่างเช่น ไกด์ท้องถิ่นก็ได้งาน ผู้ที่มีความรู้เชิงประวัติศาสตร์ก็ได้งาน คนทำยาดมสมุนไพรยังได้งานเลย Wellness Economy เป็น Soft Power ที่ทรงพลัง แต่ต้องเน้นว่าธีมสำคัญคือ เรื่องสุขภาพ จะทำอะไรเราต้องเน้นว่าตอบให้ได้ว่าดีกับสุขภาพอย่างไร ถ้ามันไม่ดี และทำลายสุขภาพอันนี้ไม่ใช่ Wellness แต่ถ้าเราบอกได้ว่าสบายใจเราก็นับ สบายกายก็นับทำได้แค่ยิ้มก็นับ เพราะฉะนั้นแล้ว Wellness Economy คือทุกอย่าง”
นพ.ตนุพล ฉายภาพถึงความสำเร็จปลายทางว่า ถ้าวัดจากคะแนนเต็ม10 ตอนนี้ประเทศไทยน่าจะได้ประมาณ 6.5 หรือเดินมาเกินครึ่งทางแล้ว แต่ยังต้องไปต่อ และระยะทางจากนี้ก็จะยากขึ้น เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น
เพราะขั้นต่อไปเราจะต้องเจอกับคู่แข่งที่มีความพร้อมอย่าง ประเทศญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์
“ถ้ามองอุปสรรคเฉพาะคนไทยเรื่อง Wellness ซึ่งมีรากฐานมาจากสุขภาพ ช่วยท้ายๆ มันจะตัดกันที่วินัย ซึ่งเรื่องวินัยคนสอนกันยาก ผมเปรียบเทียบเหมือนบัว 4 เหล่า ใครเป็นบัวพ้นน้ำมองเห็น ไม่ยอมกลับไป เหมือนเดิม ใครที่ยังไม่เห็นก็ต้องพยายามสร้างให้เห็นให้ได้ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำแล้วมีประโยชน์กับตัวเองกับครอบครัวไม่ได้เงินยังไงก็คุ้ม
ที่น่าสังเกตคือปัญหาเรื่องสุขภาพผมมองว่าคนเมืองหนักกว่าต่างจังหวัด เพราะมีสิ่งกระตุ้นเยอะต่างจังหวัดกลับกลายเป็นสงบ ที่กว้างออกกำลังง่าย อากาศสะอาดกว่า ทุกอย่างเอื้อหมด กลายเป็นคนป่วยคือคนเมืองมากกว่า เพราะกินดี กินเร็ว กินฟาสต์ฟู้ด จั๊งค์ฟู้ด ไม่ออร์แกนิค ไม่มีที่ออกกำลัง รถติดฝุ่นเยอะเร่งรีบสื่อโซเชียล อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ จริงๆ แล้วเมืองรองนี่ทำ Wellness City ได้ดีกว่าถ้าทำดีๆ คนก็อยากมาลองนอนโฮมสเตย์ มาลองเกี่ยวข้าว ดำนา เป็นการปลูกพืชที่ได้เงินจากท่องเที่ยวเสริม แล้วคนยอมจ่าย”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอยากให้นพ.ตนุพล เล่าถึงความท้าทายของประเทศไทย
นพ.ตนุพล กล่าวว่า Wellness Economy เป็นโอกาสใหม่ของประเทศไทย ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้คนไทยตระหนักรู้ว่าสุขภาพสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากทั้งคนไทยและยากสำหรับทุกประเทศ เพราะว่าตอนนี้โลกกำลังต่อสู้กับกับสิ่งยั่วยุที่พัฒนาขึ้นเช่นกัน
“ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้เรามีร้านอาหารอร่อยๆ เยอะมาก มีอาหารที่เป็น Ultra Process Food ที่แต่งมาแล้วอร่อยทุกอัน ทุกกล่องเหมือนกันหมด ทำกับข้าวกินเองอาจจะอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง แต่พอเป็นอาหารแปรรูปกินอย่างไรก็อร่อยกว่า
เรื่องสำคัญเลย คือวินัย สุขภาพไม่ดีเริ่มจากเราแพ้กิเลส เราก็ต้องสู้กับกิเลสทุกวัน ถามว่ามีเคล็ดลับไหม เคล็ดลับคือต้องมีวินัยอย่างเดียว แล้วต้องสร้างภาพในหัวเรา ขนาดผมยังต้องสร้างภาพในหัวเพื่อบอกตัวเองเสมอ ว่าวันหนึ่งถ้าเราป่วยใครจะดูแลพ่อแม่เรา ใครจะดูแลครอบครัวเรา เราต้องคิดสมมติฐานนี้ในหัวเสมอเหมือนเตือนใจ ถ้าเราเตือนใจเราทุกวันแล้วเราจะไม่เจ็บป่วย โจทย์ตรงนี้มันอยู่ที่วินัยว่าอย่ารอจนถึงสุภาษิตจีนที่ว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”
นพ.ตนุพล กล่าวทิ้งท้ายว่า อีกไม่นานนับจากนี้เราจะได้ยินคำว่า “Wellness is The New Luxury”
“ในอดีตแข่งกันหรูหรา ผมเชื่อว่าวันนี้ วันหน้าเราต้องแข่งกันแข็งแรง ถ้าแข่งกันแข็งแรงได้ก็ เป็นเรื่องน่าชื่นชม”
