อาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความต้องการของผู้ชมเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของเรา โดยเราให้ความสำคัญกับการเพิ่มคอนเทนท์ให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง และพยายามตัดทอนระบบการนำเสนอคอนเทนท์แบบเดิมๆ เพื่อให้สมาชิกได้รับชมกันรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา สมาชิกไอฟลิกซ์ดูซีรีส์อเมริกาที่เราได้รับสิทธิ์ฉายแบบเอ็กคลูซีฟ เพียง 24 ชั่วโมง หลังฉายในอเมริกา หรืออย่างภาพยนตร์กำเนิดยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เราก็ได้รับสิทธิ์ให้ฉายพร้อมในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการเพิ่มคอนเทนท์ที่โดนใจและรวดเร็ว จะช่วยเสริมศักยภาพให้ไอฟลิกซ์สามารถดึงดูดใจผู้ใช้งาน และครองความเป็นผู้นำบริการดูซีรีส์และหนังออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งเรามั่นใจว่าเราเป็น Top 2 ในตลาดนี้ ”
โดยปัจจุบันมีสถิติการรับชมของ Iflix ในไทย ดังนี้
- มีสมาชิกในประเทศไทยรวมกว่า 1 ล้านราย
- รับชม Iflix เฉลี่ยถึง 135 นาทีต่อวัน
- ส่วนใหญ่สมาชิก Iflix ในประเทศไทย 66% อายุ 18 – 34 ปี โดยแบ่งเป็น 39% เป็นกลุ่มเจน วาย และ 27% เป็นกลุ่มมิเลเนี่ยล
- ส่วนมากนิยมดูไอฟลิกซ์ผ่านมือถือ และ แท็บเล็ต 69%
- มักดูในช่วงเวลาตั้งแต่ 21.00 น. – 01.00 น.
- คนดูชอบรับชมคอนเทนต์กลุ่มดราม่า, เกาหลี, คอมเมดี้, แอคชั่น และไทย (ตามลำดับ)
แตกต่างจากคู่แข่งอื่น
Iflix มีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก แคทชา กรุ๊ป (Catcha Group), เอเวอร์ลูชั่น มีเดีย แคปิตอล (Evolution Media Capital - EMC), บริษัท ลิเบอร์ตี้ โกลบอล จำกัด มหาชน (Liberty Global PLC), บริษัท สกาย มหาชน (Sky PLC) และ เซน (Zain) ผู้นำบริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและโทรคมนาคมในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่ง Iflix ก็มองตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาว่ามีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุน โดยพาร์ทเนอร์ต่างๆ เห็นว่า Iflix ลงทุนในตลาดที่เค้ายังไม่มีลูกค้ากลุ่มนี้ จึงสนใจที่จะมาลงทุนด้วย
“เราเชื่อว่า Format ของ Premium content ในตลาดไทยยังมีไม่เยอะ และเราก็ได้ลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพัฒนาด้านคอนเทนต์ สาเหตุที่เราทำราคา 100 บาทนี้ได้เพราะสเกลธุรกิจของเราใหญ่ เราจึงสามารถต่อรองได้มากกว่า” อาทิมา พูดเสริม
นอกจากนี้ ไอฟลิกซ์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาให้ระบบให้ตอบรับกับไลฟ์สไตส์ของผู้บริโภค โดยได้พัฒนาบริการให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆในการเสริมประสบการณ์ความบันเทิงบนจอที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น การสตรีมมิ่งซีรีส์และหนังขึ้นจอทีวีผ่านโครมแคส (Google Chromecast) ซึ่งสามารถเปลี่ยนทีวีธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ททีวีได้ หรือแม้แต่การพัฒนาระบบลงบนสมาร์ททีวีร่วมกับบริษัทพันธมิตร และฟีเจอร์ใหม่ที่แสดงคอนเทนท์สอดคล้องตามความสนใจของสมาชิกแต่ละคน (Personalization) ส่วนการทำการตลาดจะเน้นไปที่ Online ส่วนใหญ่ เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับสื่อออนไลน์โดยตรง ส่วน Offline จะพึ่งพาร์ทเนอร์เป็นหลัก