เมื่อพูดถึง LINE คงปฏิเสธไม่ได้ว่า LINE มีผู้บริโภคหรือผู้ใช้อยู่ในมือมากกว่า 83% ของจำนวนประชากรไทย ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้ก็เป็นโอกาสที่สามารถทำตลาดได้หลากหลายรูปแบบเพื่อเซิร์ฟกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้และสร้างเม็ดเงินให้กับ LINE ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ LINE Sticker ที่มียอดดาวน์โหลดกว่า 500 ล้านดาวน์โหลดในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยผู้ใช้งาน 1 รายจะมีสติกเกอร์ใช้งานอยู่ 15 ชุด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากผลสำรวจของกลุ่มตัวอย่าง 50,000 คนของ LINE ทำให้เห็นพฤติกรรมของผู้ใช้สติกเกอร์ว่า ผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับคอนเทนต์ที่แปลกใหม่ เมื่อมีสติกเกอร์รูปแบบใหม่ออกมา เช่น สติกเกอร์เคลื่อนไหวพร้อมเสียง ก็จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ผู้บริโภคเพศชายมีพฤติกรรมซื้อสติกเกอร์เพิ่มขึ้น จากเดิมอัตราส่วนผู้บริโภคเพศหญิงและเพศชายคิดเป็นร้อยละ 70 ต่อ 30 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 60 ต่อ 40 โดยกลุ่มผู้หญิงยังเลือกซื้อสติกเกอร์จากความน่ารักของคาแรกเตอร์ ส่วนผู้ชายจะชอบสิตกเกอร์ที่มีความตลก สนุกสนาน และช่วงอายุที่มีการซื้อสติกเกอร์มากที่สุดคือ 25-35 ปี
จากความนิยมที่มากขึ้น LINE จึงได้พัฒนา Sticker ออกมาเป็นรูปแบบใหม่นั่นคือ “Music Sticker” ที่เป็นการครีเอทคอนเทนต์ให้สติกเกอร์แตกต่างไปจากเดิม จากสติกเกอร์รูปแบบเดิมที่จับกลุ่มผู้บริโภคแบบ Mass ตอนนี้สามารถจับกลุ่ม Target ได้ชัดขึ้น จากแนวเพลงที่อยู่ในสติกเกอร์ทำให้แบรนด์และค่ายเพลงสามารถระบุได้ว่า ผู้ซื้อสติกเกอร์อยู่ในช่วงอายุไหน การทำการตลาดหรือการสื่อสารผ่านสติกเกอร์ก็จะตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นหรือวินวินกับทุกฝ่ายนั่นเอง
กณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งสติกเกอร์ LINE กลายเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ เนื่องจากสติกเกอร์สามารถใช้แทนคำพูดและความรู้สึกในการสื่อสาร อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอรรถรสในการสนทนา LINE จึงสร้างสีสันให้กับสติกเกอร์ด้วยการใส่เสียงเพลงเข้าไปได้นานถึง 8 วินาที ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากคอเพลงและแฟนสติกเกอร์ นั่นคือ Music Sticker ชุดแรกที่ได้ร่วมมือกับค่ายเพลง What the Duck โดยมีคุณสิงโต นำโชค มาร่วมทำ Music Sticker ในชุดนี้ ด้วยคาแรคเตอร์ของเขาที่มีความโดดเด่น ชัดเจน อีกทั้งมีเพลงฮิตติดหูมากมาย เรามั่นใจว่า Music Sticker ชุดนี้จะได้รับความนิยมอีกเช่นกัน นับว่าเป็นการร่วมสร้างคอนเทนต์รูปแบบใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมทั้งธุรกิจเพลงและสติกเกอร์ได้ต่อไป”