โอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนทั่วโลกเกี่ยวกับการบริโภคสารอาหารหลัก (Macronutrient Supply) ในยุโรปและอเมริกาเหนือตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ไว้อย่างน่าสนใจว่าในเชิงการตลาดพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถแบ่งเป็น 4 ยุคสำคัญ คือ
- Fat-Free Era (1980–1995) หรือ “ยุคกลัวไขมัน” โดยผู้บริโภคยุคนี้มองว่าไขมันคือตัวร้ายที่ทำให้สินค้าประเภท 0% Fat หรือ Low-Fat ได้รับความนิยมสูง แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคกลับไปกินแป้งและน้ำตาลมากขึ้นเพื่อทดแทนรสชาติ
- Low-Carb Wave (1995–2010) “ยุคแป้งคือผู้ร้าย” โดยพฤติกรรมเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง เพราะมีข้อมูลและงานวิจัยที่รายงานว่าน้ำตาลและแป้ง คือวัตถุดิบที่ส่งผลเสียต่อร่างกายไม่แพ้ไขมัน ทำให้กระแสการลดน้ำหนักแบบ Atkins, Low Carb หรือการนับคาร์บเริ่มมาแรง เพราะผู้บริโภคเริ่มหวาดระแวงคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะถูกแปลงเป็นน้ำตาลและไขมันในที่สุด
- Caveman Period (2010–2020) “ยุคกลับสู่ธรรมชาติ” หรือการลดปริมาณการกินอาหารแปรรูป และหันไปให้ความสำคัญกับวัตถุดิบแท้จากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป จนเกิดเทรนด์การกินแบบ Paleo และ Keto ที่เน้นไขมันดี
- Protein Boom (2020–ปัจจุบัน) “ยุคโปรตีนคือฮีโร่” ยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อิ่มนาน ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และช่วยเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องไขมันดี ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้บริโภคเปิดใจให้กับอาหารที่มีไขมันดี (Healthy Fats) ทำให้การบริโภคพลังงานแคลอรีจากไขมันพุ่งสูงขึ้นถึง 27% และการบริโภคพลังงานแคลอรีจากโปรตีนเติบโตขึ้น 8%

ในความคิดของโอซฮิลด์ เขามองว่า จังหวะนี้คือโอกาสอันดีที่จะเร่งสปีดการทำตลาดอาหารทะเลนอร์เวย์ ซึ่งมีโปรดักต์ไฮไลต์อยู่ที่แซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ โดยในปีนี้ Seafood from
Norway จะยังคงเน้นให้ความรู้ในเรื่องของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโปรตีนและไขมันดี
“เทรนด์สุขภาพยุคปัจจุบันคือ โปรตีน คนไทยให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่เน้นโปรตีน นอกเหนือจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ แต่กินโปรตีนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งปลาแซลมอน 100 กรัม มีปริมาณโปรตีนถึง 20 กรัม”
โอซฮิลด์ อธิบายว่า หนึ่งในความท้าทายของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ในตอนนี้ คือ การให้ความรู้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคถึงความแตกต่างระหว่างปลาแซลมอนกับฟยอร์ดเทราต์ เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับร้านอาหาร
“ฟยอร์ดเทราต์จะมีหัวเล็ก ลำตัวอ้วนกว่า และมีไขมันสะสมมากบริเวณส่วนท้อง มีเนื้อสีส้มแดงเข้มกว่าแซลมอน เหมาะสำหรับการบริโภคดิบหรือย่าง ขณะที่แซลมอนจะมีลำตัวยาวกว่า และมีลายไขมันแทรกสม่ำเสมอทั่วทั้งตัว มีสีส้มอ่อนกว่าและเป็นที่นิยมในวงกว้าง ด้วยความที่ฟยอร์ดเทราต์มีปริมาณการผลิตที่น้อยกว่าแซลมอนถึง 10 เท่า เราจึงพยายามวางตำแหน่งให้เป็นสินค้าพรีเมียม”

เพื่อบรรลุเป้าหมาย ทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ได้มีการแต่งตั้ง เชฟวิลเมนต์ ลีออง ผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในวงการอาหารทะเล เพื่อให้ทั้งเชฟในร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจ และใช้จ่ายเงินได้อย่างคุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับ
โดยเชฟวิลเมนต์ย้ำว่า ทั้งเชฟและผู้บริโภคจำเป็นต้องรู้เพื่อไม่ให้เสียดายของจากการนำปลาพรีเมียมราคาแพงไปปรุงผิดวิธี และยังให้คำแนะนำในการเลือกปลาให้เหมาะกับวิธีการปรุง เพื่อให้ได้รสชาติและมูลค่าสูงสุด คือ
- ฟยอร์ดเทราต์ เหมาะสำหรับเมนูเย็น เช่น ซาชิมิ หรือเมนูที่ปรุงรสน้อยที่สุด เพราะมีจุดเด่นคือสีส้มแดงเข้มสวยงามและมีไขมันดีที่ส่วนท้อง ช่วยให้ขายได้ราคาดี จึงไม่ควรนำไปย่างหรือผ่านความร้อนสูง เพราะจะทำให้สีที่สวยงามจางหายไป ซึ่งเชฟเปรียบเทียบว่าเหมือนการนำปลาเก๋าเป็น ๆ ไปทอดแทนที่จะนำไปนึ่ง
- แซลมอน เหมาะสำหรับเมนูร้อน เช่น การย่าง หรือการจี่บนกระทะ เพราะมีไขมันแทรกสม่ำเสมอทั่วทั้งตัว ทำให้เนื้อยังคงความฉ่ำแม้จะผ่านความร้อน
“อาหารทะเลเป็น Alternative Protein ที่ดีสำหรับคนไทยและสามารถนำมาประยุกต์กับอาหารไทยได้เป็นอย่างดี ร้านอาหารยังคงรักษารสชาติดั้งเดิมของอาหารไทยไว้ได้ แค่เปลี่ยนเนื้อสัตว์เพื่อสร้างความตื่นเต้น เช่น การใส่แซลมอนลงในแกงเขียวหวานแทนเนื้อไก่ ก็จะช่วยให้ผู้บริโภคไม่เบื่อกับการรับประทานเมนูเดิม ๆ ทุกวัน”เพื่อสร้างสีสันทางการตลาดในปีนี้ทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ ยังได้มีการแต่งตั้ง Erling Haaland นักเตะซูเปอร์สตาร์ชาวนอร์เวย์เป็น Global Ambassador เพื่อสื่อสารว่าแซลมอนคือแหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับร่างกายที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการจัดแคมเปญต้อนรับฟุตบอลโลก 2026 ให้ผู้บริโภคถ่ายรูปคู่กับบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปเออร์ลิง ฮาแลนด์ เพื่อลุ้นรางวัลตั๋วเครื่องบินไปนอร์เวย์และเสื้อพร้อมลายเซ็น

ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าอาหารทะเลจากนอร์เวย์ถึง 47,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.05 หมื่นล้านบาท ที่น่าสนใจคือปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ประเทศไทยนำเข้าปลาแซลมอน และฟยอร์ดเทราต์ แซงหน้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะเป็นรองก็แค่ประเทศจีนเท่านั้น
สัดส่วนอาหารทะเลจากนอร์เวย์ที่ส่งออกมายังประเทศไทย ในปี 2568 แบ่งเป็น
อันดับ 1 แซลมอน 27,000 ตัน
อันดับ 2 ฟยอร์ดเทราต์ 9,200 ตัน
อันดับ 3 นอร์วีเจียนซาบะ 8,200 ตัน
โอซฮิลด์ กล่าวว่าความสำเร็จของ Seafood from Norway ในช่วงที่ผ่านมานั้น มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1. มั่นใจคุณภาพ 2. ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ 3. การตลาดที่เข้าใจผู้บริโภค 4. ความคุ้มค่า สินค้าอาจจะมีราคาสูงกว่า แต่มั่นใจได้เรื่องคุณภาพและความยั่งยืน
“ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ โดยในปีนี้ Seafood from Norway มุ่งต่อยอดโอกาสจากการเติบโตของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนเมือง ผลักดันให้การบริโภคอาหารทะเลก้าวสู่กระแสหลักในกลุ่มครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่ เรามุ่งเชื่อมโยงอาหารทะเลนอร์เวย์เข้ากับแนวคิดด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียม”
