แซลมอนในประเทศไทยจัดเป็นเมนูยอดนิยมอันดับต้นๆ จากอาหารเฉพาะกลุ่ม สู่ตัวเลือกที่พบได้ทั่วไป ทั้งในร้านอาหารญี่ปุ่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และช่องทางเดลิเวอรี สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับและคุ้นเคยกับอาหารทะเลนำเข้ามากขึ้น
เมื่อฐานของแซลมอนแข็งแรงมากพอ “Seafood From Norway” จึงหันมาหาขาที่สอง ด้วยการผลักดัน “ซาบะ” ให้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหลักของผู้บริโภคไทยเช่นกัน
Seafood from Norway เปิดตัวแคมเปญแรกของปี 2569 ภายใต้ชื่อ “นอร์วีเจียนซาบะ ฟิช แอนด์ เฟิร์ม” สร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างไลฟ์สไตล์สุขภาพดี ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่สมดุลและมีคุณค่าทางโภชนาการ
ปัจจุบันมูลค่าตลาดเฉพาะนอร์เวย์ซาบะในไทยมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยคนไทยบริโภคปลาในกลุ่มแมคเคอเรลทั้งหมดประมาณ 42,000 ตันต่อปี ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นนอร์เวย์ซาบะจำนวน 8,200 ตัน (สถิติจากปีที่ผ่านมา)

โอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยว่า
“ประเทศไทยถือเป็นตลาดอันดับ 2 ในเอเชียรองจากจีนเท่านั้น โดยสามารถแซงหน้าตลาดดั้งเดิมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้สำเร็จ แม้ราคาในตลาดโลกจะมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ยอดการส่งออกมายังไทยในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 37%”
จากอินไซต์พบว่า กลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การบริโภคอาหารทะเลไม่ใช่เพียงการตามกระแส แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอุปนิสัยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาวัตถุดิบอาหารระดับพรีเมียมที่ผสานทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า ความง่ายในการปรุง และสอดคล้องกับค่านิยมด้านไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพและการให้ความสำคัญกับครอบครัว
ในขณะเดียวกันตลาดโปรตีนในประเทศไทยยังมีการแข่งขันสูง ทั้งจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่นและอาหารทะเลหลากหลายชนิด ทำให้การวางตำแหน่งของ “ซาบะ” ถูกขับเคลื่อนในฐานะทางเลือกที่ให้ทั้งคุณค่าทางโภชนาการและความคุ้มค่า สามารถเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน และต่อยอดเมนูได้หลากหลายมากขึ้น
ซึ่งคนไทยเองต่างคุ้นเคยกับปลาซาบะหรือปลาแมคเคอเรลอยู่แล้ว ทั้งเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างของแหล่งที่มา ปัจจุบัน นอร์วีเจียนซาบะกว่าร้อยละ 80 ถูกบริโภคภายในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่อยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น ในปีที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกนอร์วีเจียนซาบะมายังประเทศไทยอยู่ที่ 8,200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.02 พันล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดในปีที่จะถึงนี้

ด้าน
ดร.ฐนิต วินิจจะกูล อาจารย์และนักกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า
“งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การบริโภคปลาในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี ทั้งด้านพัฒนาการสมองในเด็กและสุขภาพหัวใจในผู้ใหญ่ อีกทั้งในบริบทของคนไทยที่ยังพบภาวะขาดวิตามินดีในบางกลุ่ม การเลือกบริโภคปลาอย่างเหมาะสมร่วมกับอาหารที่หลากหลาย ก็ช่วยเพิ่มการได้รับวิตามินดีได้”
การผลักดันซาบะจึงเป็นการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Seafood from Norway ในประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาค และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจคุณภาพอาหารและโภชนาการมากขึ้นอีกด้วย
“Seafood from Norway ยังคงมุ่งยกระดับอาหารทะเลจากนอร์เวย์ให้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสำหรับครอบครัวคนเมืองในประเทศไทย” โอซฮิลด์ กล่าวทิ้งท้าย