สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในการทำตลาดในยุคปัจจุบันนี้ก็คือ การกระโดดข้าม Area ที่เคยทำอยู่ของแบรนด์สินค้าต่างๆ มาสู่ตลาดใหม่ๆ ที่ถูกมองเห็นว่ามีโอกาส อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ การกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดเวย์โปรตีนในรูปแบบของคัพ โยเกิร์ต ของเถ้าแก่น้อยที่แต่ไหนแต่ไรมาเราจะคุ้นเคยกับการทำตลาดสาหร่ายปรุงรส ซึ่งดูเหมือนจะยาก หรือต้องใช้เงินทุน แต่ก็ถูกทำลายข้อจำกัดด้วยการ Outsourcing การผลิต ไปให้กับผู้รับจ้างผลิต โดยไม่ต้องเสียเวลาไปลงทุนด้านการผลิต ทำให้มีเวลาในการทำตลาดได้อย่างเต็มที่
การเข้าตลาดในรูปแบบนี้ กำลังเป็นแนวทางที่หลายๆ แบรนด์นิยมทำ โดยมีโรงงานที่ทำหน้าที่ OEM ให้ ซึ่ง “OEM” ย่อมาจาก Original Equipment Manufacturer หมายถึงการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด มักจะเป็นโรงงานเปิดใหม่ ๆ หรือโรงงานที่ไม่เน้นการสร้างแบรนด์ของตนเอง และโรงงานที่ไม่มีความชำนาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้น ตรงที่ผู้รับจ้างผลิตบางราย เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพราะทำมานาน
ข้อดีของการทำ OEM นั้น ในด้านของผู้ผลิต OEM นั้น ไม่ต้องลงทุนด้านการวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการออกแบบตราสินค้า ขณะเดียวกันก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้า รวมถึงลดความเสี่ยงทางด้านการหาตลาดเอง
ขณะที่ผู้จ้างผลิตสินค้านั้น มีข้อดีตรงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยสามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำได้ เจ้าของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเป็นของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความคล่องตัวหากต้องเปลี่ยนลักษณะหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ
NIKE และ HARNN ไม่น่าที่จะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน แบรนด์แรกเป็น Global Brand ทางด้าน Sport และ Casual Fashion ส่วนแบรนด์ที่ 2 เป็น Natural Home Spa สัญชาติไทยที่ขายความเป็นเอเชีย
แต่ทั้งคู่ก็มีโมเดลธุรกิจที่เหมือนกัน นั่นคือ Outsourcing การผลิต และมุ่งสร้างแบรนด์-ทำมาร์เก็ตติ้ง