นอกจากนี้ เอส เอฟ ยังเดินหน้าพัฒนาโรงภาพยนตร์รูปแบบพิเศษอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากประเภทโรงภาพยนตร์ที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่ First Class Cinema, Happiness Screen, MX4D และอี่นๆ โดยในปีนี้จะนำเสนอ โรงภาพยนตร์ Zigma CineStadium ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์แห่งอนาคตสุดล้ำที่สมบูรณ์แบบครบมิติทุกความบันเทิง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การชมภาพยนตร์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ให้ผู้ชมได้ตื่นตา ตื่นใจกับ Giant Screen จอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุด รองรับการฉายด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ Digital 4K Laser Technology ซึ่งให้ภาพคมชัดสูงสุดเหนือกว่าทุกระบบ ระบบเสียง Dolby ATMOS กระหึ่มรอบทิศทาง มาพร้อมที่นั่งกว้างขวางแบบ Super Stadium ซึ่งเพิ่มระยะห่างของที่นั่งให้ลูกค้าได้รับชมภาพยนตร์อย่างเต็มอรรถรส เพื่อสร้างประสบการณ์ความบันเทิงอย่างไม่หยุดยั้งให้แก่ผู้ชมภาพยนตร์
สำหรับปี 2561 เอส เอฟ ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 5,000 ล้านบาท กำไร 337 ล้านบาท สูงกว่าปี 2560 ถึง 20% ซึ่งนอกจากปัจจัยส่งเสริมจากการขยายช่องทางจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์แล้ว อีกปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้รายได้ของ เอส เอฟ เป็นไปตามเป้าเพิ่มเติม จะมาจากภาพยนตร์ ซึ่งปีนี้มีภาพยนตร์ Mega Blockbuster ที่ทำรายได้ถล่มทลาย อาทิ Black Panther, Avengers: Infinity War, Deadpool 2 รวมทั้งภาพยนตร์ไทย น้อง.พี่.ที่รัก ส่วนภาพยนตร์ที่กำลังเข้าฉายและกวาดรายได้อยู่ขณะนี้นั่นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom และในครึ่งปีหลัง ยังมีภาพยนตร์ดังอย่าง Ant-Man and the Wasp, Mission: Impossible – Fallout, Venom, Aquaman, Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald, Bumblebee ที่รอจ่อคิวกวาดรายได้ให้กับธุรกิจภาพยนตร์
สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2560 เอส เอฟ ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ บริษัทฯ มียอดรายได้รวมกว่า 4,200 ล้านบาท มีผลกำไรสุทธิกว่า 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2559 ทั้งนี้ มีสัดส่วนรายได้มาจากโรงภาพยนตร์ 2,700 ล้านบาท เติบโต 3% รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม 775 ล้านบาท เติบโต 12% ส่วนงานธุรกิจสื่อโฆษณา 430 ล้านบาท เติบโต 28% และส่วนงานอื่น 300 ล้านบาท เติบโต 4% สำหรับปี 2560 มีภาพยนตร์จำนวนมากที่เป็นปัจจัยผลักดันรายได้ของบริษัทฯ อาทิ Fast and Furious 8, Spider-Man: Homecoming, Thor: Ragnarok, Transformer: The Last Knight, Justice League รวมถึงภาพยนตร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่าง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ รวมทั้งได้มีการขยายสาขาเพิ่ม 4 สาขา ได้แก่ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ราชบุรี, บิ๊กซี เพชรบุรี, เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา และเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย
ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ มีทั้งหมด 57 สาขา 371 โรงภาพยนตร์ รวมกว่า 81,300 ที่นั่ง รวมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีก 27 จังหวัด (แบ่งเป็นกรุงเทพ 20 สาขา 166 โรงภาพยนตร์ และต่างจังหวัด 37 สาขา 205 โรงภาพยนตร์)
พร้อมกันนี้ ในแผนการเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชนอย่างสมบูรณ์ บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการสอบทานเพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะได้เข้าตลาดในปี 2562