Focus Point
- ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สื่อ ต้องกำหนดกรอบการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำ Code of Conduct Do & Don’t และต้องไม่กระทบกระเทือนการทำงานของหน่วยงานช่วยเหลือหลัก
- ผู้รับสารต้องปรับให้รู้เท่าทันการทำงานของสื่อ ต้องคิดให้ได้ว่าอะไรควรรู้ อะไรไม่ควรรู้
จากเหตุการณ์ นักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย รวม 13 คน หายไป ขณะเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลวง -ขุนน้ำนางนอน เขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน จนกระทั่งพบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอย่างหนักต่อสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ รวมถึงนักข่าวพลเมืองที่ส่งข่าวจากพื้นที่
ในฐานะอาจารย์ ผู้รับผิดชอบโดยตรงกับการผลิตบุคลากรสื่อ ให้มีทั้งความรู้ความสามารถ และจริยธรรมในการทำงาน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ภาพการทำข่าวที่เห็น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในภาวะฉุกเฉินสับสนอยู่แล้ว เพราะไม่มีการเตรียม หรือซักซ้อมกันมาก่อน เพียงสถานการณ์วันนี้ รุนแรงมากกว่าเดิม มากกว่าช่วงเกิดสึนามิ เพราะสื่อไม่ได้มีแค่สื่อหลักอย่างทีวี หรือหนังสือพิมพ์ แต่วันนี้มีโซเชียลมีเดีย มีคนที่ทำหน้าที่เป็นเพจ แอดมินโดยเฉพาะต่างจังหวัด จำนวนมาก
Q : ถ้าจะใช้คำว่า เป็นการถอดบทเรียน เราเรียนรู้สิ่งใดบ้างจากเหตุการณ์ข้างต้น ?
A : ความสับสนบริเวณเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ ในวันนี้ เกือบจะบอกว่า นอกจากสื่อมวลชนกระแสหลักแล้ว คนทั่วไปก็เป็นสื่อมวลชนได้ แม้กระทั่งหน่วยงานของราชการเอง หรือหน่วยกู้ภัยต่างๆ เขาก็ส่งข้อมูลข่าวสารได้ หรือเข้าไปซักถามข้อมูลข่าวสารได้ ประชาชนทั่วไปก็จะแยกไม่ออกว่า คนไหนคือสื่อมวลชนที่แท้จริง
เวลาตั้งคำถามที่ซักถามแหล่งข่าว โดยปกติถ้าไม่มีการถ่ายทอดสด บางคำถามที่ดูไม่เหมาะสม หรือไร้สาระ เวลาที่นำเสนอก็จะถูกตัดออกโดยกองบรรณาธิการ ทั้งช่วงของการ Edit หรือช่วงอะไรก็ตาม แต่ระยะหลังเนื่องจาก Live สด เทคโนโลยีในการ Live สด สามารถเห็นทุกกระบวนการแม้กระทั่ง คำถามที่นักข่าวถามแหล่งข่าวได้ เพราะฉะนั้นหลายๆ คำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม จึงหลุดออกมาในสายของประชาชนที่จับตามอง กรณีถ้ำหลวงจะเห็นหลายเคสของผู้สื่อข่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรคิดให้ดีก่อนถาม อันนั้นทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ในภาคสนามอาจไม่เจตนามากในการถามคำถามบางอย่าง อาจเป็นเพราะว่าเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่มีความละเอียดอ่อนพอที่จะคำนึงถึงความรู้สึกของแหล่งข่าว หรือในสถานการณ์ต่างๆ
แต่ในเวทีซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าว ในการถามคำถามบางอย่างหลายครั้งเน้นเรื่องเรตติ้ง รู้ว่า จะต้องดึงเรตติ้งด้วยเรื่องของดราม่าเรื่องของไสยศาสตร์ ก็พยายามจะโยงกรณีนี้เกิดขึ้นมา
การพูดถึงเรื่องถอดบทเรียน ก็คือ หลังจากเกิดเคสถ้ำหลวง ถ้าพูดถึงฮีโร่ คือ หนึ่ง ทีม SEAL พวกหน่วยกู้ภัย ผู้ร้าย ที่คนมักจะมองคือสื่อ คือถ้ามองคนติดตาม มันเหมือนเป็นละครซีรี่ส์ หรือเป็น Live ละครที่ชัดเจน เป็น Reality ที่มีคนเป็นๆ อยู่ โชคดีที่จบแบบ Happy Ending แต่ก็เหมือนสูตรละครทั่วไป ต้องมีพระเอก มีผู้ร้ายอยู่
สื่อกลายเป็นผู้ร้ายอันดับ 1 ที่สังคมจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์ถึง เพราะฉะนั้นถามว่าแฟร์ไหม บางเรื่องต้องทำความเข้าใจ แต่บางเรื่อง สื่อเองก็ควรจะกลับมาทบทวนในการทำหน้าที่ของตัวเอง เห็นว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงไหน
ต้องมองว่า การทำงานของสื่อโดยจับตามองจากกลุ่มคนได้ง่ายขึ้น มากขึ้น และมีพลังมากขึ้น ผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านสื่อต่างๆ ผมคิดว่า มีไม่กี่ครั้งที่กระทั่งสื่อหลัก โดนแอดมินเพจอย่างอีเจี๊ยบ สอนคนทำงานสื่อ
เมื่อก่อนเราวิพากษ์วิจารณ์แอดมินเพจ หรือสื่อที่ไม่เป็นมืออาชีพว่า คุณเป็นนักข่าวพลเมืองคุณไม่ได้
เทรนนิ่งมา ทักษะในการนำเสนอการเล่าเรื่องอะไรคุณก็ไม่เท่าเรา เราเป็นมืออาชีพมากกว่า แต่วันนี้ กลายเป็นคนที่สื่อมวลชนมืออาชีพ เคยดูแคลนกลับมาตั้งคำถาม สื่อกระแสหลัก ที่ต้องกลับมาทบทวนการทำงานของสื่อที่มีการแข่งขันกันสูง ทั้งในเชิงธุรกิจเอง หรือในเชิงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ว่าจะปรับตัวอย่างไร
Q : ทางออกควรเป็นอย่างไร เพราะจบเคสนี้ไป มีเคสหน้าก็ไม่เคยมีการคุยกัน ?
A : มีการคุยประชุมในส่วนของสภาวิชาชีพต่างๆ ทั้งหมด ทั้งหนังสือพิมพ์วิทยุ โทรทัศน์ และออนไลน์ มาถอดบทเรียนในวันที่ 11 กรกฎาคม
ถอดบทเรียน คือ ฟังความเห็นก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรควรปรับไหม หลังจากนั้นก็คงต้องมีการลองร่างตัวกรอบจริยธรรม ในการทำข่าว หรือรายงานข่าว ในภาวะฉุกเฉิน หรือภาวะ Life Saving Situation ขึ้นมาว่า อะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ
เช่นไม่ควรกีดขวาง หรือการยับยั้งการช่วยเหลือกู้ภัย อย่างเช่น ฉุดมือไปซักถาม ขณะที่เขาจะช่วยเหลือคน ไปรุมสัมภาษณ์ทั้งๆ ที่เขาจะไปช่วยคน มันควรหรือไม่ควรอะไรต่างๆ เป็นต้น ทำเป็น Do หรือ Don’t เป็นกรอบระเบียบออกมา
อีกส่วนหนึ่ง คือ ควร ทำ Workshop ให้กับนักข่าว โดยเฉพาะนักข่าวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่เคยเจอสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินอย่างนี้ ว่าการทำข่าวควรจะทำยังไง การ Live สดอะไรต่างๆ อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด มารยาท จรรยาบรรณพื้นฐาน อยู่ตรงไหนอย่างไร มันควรมีเทรนนิ่งกันด้วย
Q: นั่นเป็นการแก้ไขสื่อหลัก ในส่วนของนักข่าวพลเมือง ควรทำอย่างไร ?
A : ในส่วนของเพจหรือนักข่าวพลเมือง เนื่องจากไม่มีเจ้าภาพ ถ้ามีเจ้าภาพอย่างกองทุนสื่อสร้างสรรค์ หรือกลุ่มไหนที่คิดว่ามีงบประมาณ ก็น่าจะมีการเข้ามาพูดคุยกันเพื่อวาง Code of Conduct ของตัวเองกว้างๆ
ความจริงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายเรื่อง เรื่องรีวิวสินค้าและบริการ ว่าจริงเท็จแค่ไหน พวกนี้ก็น่าจะมีกรอบบางอย่างเหมือนกัน สร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน เพราะในระยะยาว ถ้าเขาไม่มีตรงนี้ ประชาชนก็ไม่ให้ความน่าเชื่อถือ พลังของเขาในเรื่องความน่าเชื่อถือก็จะลดน้อยลง
เรื่องเหล่านี้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตอนนี้รีวิว หรือบล็อกเกอร์ มีบทบาทมากกว่าหรือสูสีกับโฆษณา แต่ถ้าในอนาคตบล็อกเกอร์ หรือ Reviewer หรือ YouTuber ไม่มีกรอบจรรยาบรรณบางอย่าง มันก็ดร็อปได้อย่างเร็วเหมือนกัน