ช่องบนซ้าย ชื่อว่า STAR หรือ กลุ่มดาวรุ่ง
กลุ่มนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเช่นกัน
ผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วงกำลังเติบโต มีความต้องการในตลาดมาก ควรรักษาตัวเองให้อยู่ในตลาดต่อไปให้นานที่สุด แน่นอนว่าเติบโตก็ดี ส่วนแบ่งก็เยอะ คู่เเข่งก็จะเข้ามาเรื่อยๆ
ช่องล่างซ้าย Cash Cow
สินค้ากลุ่มนี้ส่วนแบ่งตลาดสูง แต่มีอัตราการเติบโตต่ำ
พูดง่ายๆ ว่าสินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้กำไรสูงโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากเข้าสู่จุดอิ่มตัว ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มมาก ทำให้อาจจะมีเงินลงทุนเหลือเพื่อที่จะหาน่านน้ำใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ
ช่องบนขวา หรือ Question Marks
กลุ่มนี้เป็นสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ ในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง
ธุรกิจกำไรน้อย ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส เป็นเพราะสินค้าที่เพิ่งจะเข้ามาในตลาดนี้ ที่เป็นตลาดใหม่ขององค์กร
ถ้าวิเคราะห์แล้วว่าสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ต้องวางแผนดีๆ โดยกำหนดระยะเวลาที่จะจริงจังกับสินค้านี้ให้ชัดเจนว่าจะประเมินผลเมื่อไหร่ เพราะถ้าสำเร็จก็จะขึ้นไปเป็น Star ได้ แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะมาอยู่ในช่อง Dog ที่จะอธิบายต่อไปนั้นเอง
ช่องล่างขวา หรือ Dogs
สินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ อัตราการเติบโตต่ำ
เป็นธุรกิจกำไรน้อยขาดทุน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าควรตัดทิ้งไป หรือไม่ก็ปรับปรุงใหม่ให้สินค้านี้อยู่รอดต่อไปได้
ดูแบบนี้อาจจะไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือความเข้าใจและเปิดใจยอมรับให้ได้ว่าสินค้าของคุณอยู่ในจุดไหน บางครั้งเราอาจจะรักแบรนด์นี้แต่วันหนึ่งที่เดินทางมาถึงจุดที่ไม่ได้ทำกำไรและตลาดก็ไม่ได้เติบโต คุณก็ควรที่จะตัดทิ้งเเม้ว่าจะรักขนาดไหนก็ตาม
ประโยชน์ของ BCG Matrix คือทำให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาดของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี และจะนำไปความแข็งแกร่งขององค์กรต่อไป
นอกเหนือจากการวิเคราะห์ธุรกิจแล้ว ลองใช้ BCG Matrix กับเรื่องอื่นๆ ก็ได้นะครับ อย่างเช่น การประเมินช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ หรือการประเมินพนักงาน บุคลากร
สุดท้ายแล้วถ้าเราเข้าใจว่าอะไรอยู่กลุ่มไหน ก็จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและถูกใจ ได้ครับ