ล่าสุด บริษัทเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ “อินทรีเพชรพลัส (INSEE Petch Plus)” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอินทรีเพชรพลัส เกิดจากการวิจัยและพัฒนาจากทีมงานนานถึง 1 ปี เริ่มจากสอบถามความต้องการของลูกค้า และแปลงเป็นคุณสมบัติของปูนซีเมนต์ จนได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงด้วย 3 จุดเด่นหลัก คือ ทำงานง่ายขึ้น เสร็จงานไวขึ้น ได้งานมากขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใช้ อินทรีเพชรพลัสอะไรๆ ก็ดีขึ้น”
อินทรีเพชรพลัสมีคุณสมบัติพิเศษต่างจากปูนทั่วไป คือ เนื้อปูนละเอียดขึ้น ผสมง่าย นุ่มมือ ไหลลื่นดี ไม่เปลืองแรง เนื้อปูนเข้มข้นขึ้นทำให้ได้จำนวนชิ้นงานที่มากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรมจนได้รับรางวัล มอก.2594-2556 เหมาะสำหรับงานโรงหล่อขนาดเล็ก (บล็อก ท่อ เสา คาน) งานคอนกรีตทั่วไป และคอนกรีตผสมเสร็จขนาดย่อม ใช้ได้ทั้งคอนกรีตเสริมเหล็กและคอนกรีตชนิดอัดแรง ให้กำลังอัดช่วงต้นและปลายสูง จึงได้โครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน
มนตรี เผยเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ เตรียมแผนรุกตลาดผลักดันปูนอินทรีเพชรพลัส ผ่านโปรแกรมส่งเสริมการขายต่างๆ เน้นกลุ่มโรงหล่อสินค้าคอนกรีตสำเร็จรูป กลุ่มตัวแทนจำหน่าย กลุ่มร้านค้าวัสดุก่อสร้างและโมเดิร์นเทรด รวมถึงกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ของอินทรีเพชรพลัส ในกลุ่มช่างและผู้รับเหมา
ทั่วประเทศ โดยช่วงเริ่มต้นเน้นการสาธิตสินค้า (Product Demonstration) เพื่อชูจุดเด่นและคุณสมบัติของสินค้าในด้านต่างๆ เช่น เป็นปูนซีเมนต์ที่ไหลลื่นดีทำให้เข้าแบบง่ายขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น หลังจากนั้น จะขยายโฟกัสไปยังกลุ่มช่างและผู้รับเหมาทั่วไป CPM, งานท่อ, งานเสา และตาม site งานขนาดเล็ก ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านร้านวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศ (Retail Activity)”
“เรามั่นใจนวัตกรรมล่าสุดของ อินทรีเพชรพลัส จะโดนใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพราะช่วงทดลองเปิดตัวเพียงหนึ่งเดือน ก็ได้รับผลตอบรับดีมาก โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นสินค้าตัวหลัก ในการผลักดันรายได้ยอดขายของครึ่งปีหลังนี้” มนตรีกล่าวทิ้งท้าย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป โดยบริษัทคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในครึ่งปีหลังนี้จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าในไตรมาสแรก เพราะโครงการต่างๆ ของภาครัฐและภาคเอกชนจะเริ่มทะลักออกมามากขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีหลัง ส่วนตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตดีมาก วัดจากปริมาณปูนซีเมนต์ในตลาดโลกที่สูงถึง 4.8 พันล้านตันในปี 2560 เท่ากับ CAGR (Compound Annual Growth Rate) หรือ อัตราการเติบโตของรายได้และกำไร ร้อยละ 7 โดยคำนวณจากช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง World Cement Association ประมาณการว่าตลาดปูนซีเมนต์โลกจะโตขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ในปี 2561 และประเทศจีนยังเป็นประเทศหลักในการใช้ปูนซีเมนต์ ตามด้วยอินเดีย อเมริกา และบราซิล
ก่อนหน้านี้ ปูนอินทรีเผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2561 มีกำไรสุทธิ 833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 550 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงโครงสร้างกำไรจากการขายสินค้าที่ดีขึ้น การขยายการส่งออก รวมถึงการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาพรวมรายได้ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 10,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จำนวน 10,634 ล้านบาท โดยบริษัทมั่นใจว่า รายได้และกำไรจะเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2