ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่คาดว่าจะเป็นผู้สร้างแรงสะเทือนในธุรกิจกลับไม่สามารถฝ่าด่านเข้ามาได้ กล่าวคือ การมีบทบาทสำคัญของยักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัลทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพและกองทุนร่วมลงทุน (VC) ที่ให้เงินทุนสนับสนุนเริ่มหวั่นเกรง โดยเมื่อเร็วๆ นี้จำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพในสหรัฐอเมริกาได้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ขณะที่การระดมทุนครั้งแรก รวมถึงการระดมทุนแบบ Angel และ Seed ลดลง โดยเงินทุนได้ย้ายไปสู่ข้อเสนอของบริษัทสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นและบริษัทที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว
นอกจากนี้ ธุรกิจดั้งเดิมยังเริ่มนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้มากขึ้น ร่วมกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีและการบริหารทักษะบุคลากร และในบางกรณีก็มีการเข้าซื้อกิจการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล ตัวอย่างเช่น
- บีเอ็มดับเบิลยูกำลังใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าของธุรกิจและความเชี่ยวชาญในยานยนต์ของตนในการต่อกรกับอูเบอร์ ผ่านการให้บริการรถยนต์ที่ปรับแต่งเพื่อรองรับบริการเฉพาะด้านต่างๆ และให้บริการตามรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร บริการเช่ารถระยะสั้น หรือบริการเช่ารถรายชั่วโมง เป็นต้น
- วอลมาร์ทเข้าซื้อแพลตฟอร์มค้าปลีก “เจ็ท” (Jet) เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและขยายการเข้าถึงลูกค้า (ดูเพิ่มเติม)
- ยูนิลีเวอร์เข้าซื้อดอลลาร์เชฟคลับ (Dollar Shave Club) ผู้นำพื้นที่โฆษณาที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ไม่ใช่เพียงเพื่อขยายสายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างข้อได้เปรียบในด้านข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริโภคของบริษัทอีกด้วย (ดูเพิ่มเติม)
องค์กรเห็นคุณค่าการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรม
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจดั้งเดิมมีโอกาสมากกว่าในการเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และข้อมูลเพื่อที่จะสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ (เช่น ธนาคารดิจิทัลของบราเดสโก) ขยายไปยังอุตสาหกรรมใกล้เคียง (เช่น ออเรนจ์ที่เปิดบริการทางการเงิน พร้อมกับสร้างธนาคารดิจิทัล) หรือสร้างแพลตฟอร์มข้ามอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง (เช่น เครือโรงแรมแมริออทที่คาดว่าในอนาคตจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากโปรแกรมสะสมคะแนนที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรม)
การศึกษายังชี้ให้เห็นว่าร้อยละ 28 ของผู้บริหารระดับสูงกำลังจัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรม ขณะที่ร้อยละ 46 ของธุรกิจดั้งเดิม ถ้าไม่สร้างแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ก็เข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มอื่นที่มีความสำคัญต่ออนาคตของพวกเขา และร้อยละ 57 ขององค์กรต่างๆ ที่มีกลยุทธ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ล้วนเป็นผู้สร้างหรือเป็นเจ้าของโมเดลแพลตฟอร์มธุรกิจ โดยทำหน้าที่ประสานและจัดการการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต และรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานจำนวนมาก เพื่อครองเซ็กเมนต์ตลาดต่างๆ และขยายขนาดของเซ็กเมนต์ตลาดใหม่ๆ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ลงทุนเชิงรุกในด้านแพลตฟอร์มสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 25) อิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22) ยานยนต์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 20) และค้าปลีก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17) ดังตัวอย่างของระบบนิเวศซัพพลายเชนบนบล็อกเชนของเมอส์ก (ดูเพิ่มเติม) หรือการเปิดตัวธนาคารของออเรนจ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยญี่ปุ่นมีการลงทุนด้านนี้สูงสุด
นี่ไม่ใช่เรื่องของทักษะแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรม
ความสามารถของธุรกิจดั้งเดิมในการคว้าโอกาส (หรือรักษาตำแหน่งในตลาดเอาไว้) รวมถึงการสร้างความเติบโตและรักษาการเติบโตไว้ในระยะยาว ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขาในการผนวกรวมพลังในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเข้ากับวัฒนธรรมภายในองค์กรที่ได้มีการปรับเปลี่ยน รวมถึงขีดความสามารถในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้
ในยุคของการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ที่มีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ แมชชีนเลิร์นนิ่ง และระบบความจริงเสมือน (Augmented Reality) เทคโนโลยีจะเป็นประเด็นหลักที่บรรดาผู้นำธุรกิจต้องเผชิญในอนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ โดยในปี 2004 ผู้บริหารระดับสูงจัดลำดับปัจจัยด้านเทคโนโลยีเป็นอันดับที่ห้าเท่านั้น แต่เมื่อถึงปี 2012 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งและยังคงอยู่เช่นนั้นในการวิจัยหลายชิ้นที่ตามมา
อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 บุคลากรกลับกลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักษะของบุคลากร การแสวงหาบุคลากรที่เหมาะสม การฝึกอบรม หรือการรักษาบุคลากรเอาไว้ โดยกระโดดจากอันดับ 5 มาเป็นอันดับ 3 และมีความสำคัญมากขึ้นถึงระดับเทียบเท่าปัจจัยด้านเทคโนโลยี (61% ถึง 63%) โดยกลุ่มผู้บริหารระดับสูงเชื่อตรงกันว่าบุคลากรคือผู้ขับเคลื่อนบริษัท
วัฒนธรรมการเรียนรู้นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะและการฝึกอบรม โดยร้อยละ 70 ของกลุ่มผู้นำกล่าวว่าองค์กรของพวกเขามีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและการดำเนินงานที่ฉับไว โดยองค์กรกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมที่เน้นการสะท้อนความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น การกระจายอำนาจ การร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน และการแบ่งปันความรู้ มากกว่าองค์กรอื่นๆ ถึงสองเท่า
ทั้งนี้ การผสานรวมข้อมูลขององค์กรเข้ากับเทคโนโลยีการเรียนรู้และค็อกนิทิฟ จะทำให้กระบวนการและเวิร์คโฟลว์ต่างๆ ที่เป็นหัวใจของแพลตฟอร์มกลายเป็นระบบที่มีความอัจฉริยะมากขึ้น นำสู่โอกาสในการยกระดับศักยภาพของบุคลากร และทำให้การเรียนรู้มีความสำคัญมากยิ่งกว่าเทคโนโลยีในแง่การช่วยสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน