ภาพรวมผลการดำเนินงาน
ปี 2561 นี้ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ยังเพิ่มช่องทางการให้บริการไม่ว่าออฟไลน์หรือออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าเชิงรุกในผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเงินฝาก อีกทั้งต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (cross-selling) ภายในกลุ่มธุรกิจฯ นอกจากนี้ เพื่อยกระดับบริการสำหรับลูกค้าบุคคลรายใหญ่กลุ่มธุรกิจฯ ยังพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศให้หลากหลาย และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ารับคำแนะนำในการลงทุนและทำรายการได้ใกล้ชิดกว่าบริการ Private Bank ต่างประเทศ ส่วนนโยบายทางด้านสาขานั้น ธนาคารมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครือข่ายสาขา ซึ่งรวมถึงการปิดย้ายสาขาหรือปรับปรุง ตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบันมี 65 สาขา) เนื่องจากมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยในอนาคต หลายสาขาของธนาคารจะถูกยกระดับให้เป็น Financial Hub โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ธนาคารได้เปิดให้บริการ Financial Hub แห่งที่สามที่สาขาเยาวราช เพื่อเป็นศูนย์บริการทางการเงินครบวงจรภายใต้แนวคิด “ธนาคารเป็นมากกว่าที่คุณคิด” โดยลูกค้าสามารถใช้บริการ Financial Hub ของธนาคารทั้งสามสาขาได้ที่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาทองหล่อ และสาขาเยาวราช
ผลการดำเนินงานงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (ธนาคารเกียรตินาคิน และบริษัทย่อย) เปรียบเทียบกับงวดครึ่งปีแรกปี 2560 มีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 3,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1 จากงวดเดียวกันของปี 2560 เป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดาเนินการโดยบริษัท ทุนภัทร จากัด (มหาชน) (ทุนภัทร) และบริษัทย่อย ได้แก่ บล.ภัทร และ บลจ.ภัทร จำนวน 824 ล้านบาท
อนึ่ง ในไตรมาส 2/2561 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,551 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.9 เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิจานวน 1,185 ล้านบาทในไตรมาส 2/2560 หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2561 กาไรสุทธิเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 2.5 จาก 1,513 ล้านบาทในไตรมาส 1/2561
กลุ่มธุรกิจฯ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อยู่ที่ 2,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7 และรายได้อื่น 1,160 ล้านบาท รวมเป็นรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 8,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.0 จากงวดเดียวกันของปี 2560
สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 อยู่ที่ 289,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,749 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.5 จากสิ้นปี 2560
ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ไตรมาส 2/2561 สินเชื่อของธนาคาร ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาส 1/2561 ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2561 สินเชื่อโดยรวมของธนาคารมีการขยายตัวที่ร้อยละ 10.2 โดยสินเชื่อมีการขยายตัวในทุกประเภท รวมถึงสินเชื่อเช่าซื้อที่ยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.8 จากสิ้นปี 2560 ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมยังคงปรับลดลงต่อเนื่องโดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2561 อยู่ที่ร้อยละ 4.5 ลดลงเมื่อเทียบกับร้อยละ 5.0 ณ สิ้นปี 2560 ทางด้านธุรกิจบริหารหนี้ ธนาคารขายทรัพย์รอการขายได้ในไตรมาส 2/2561 จำนวน 413 ล้านบาท และมีกำไรจากการขายทรัพย์รอการขาย 195 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจตลาดเงินสามารถทำรายได้จานวน 64 ล้านบาทในไตรมาส 2/2561 ทางด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จากัด (มหาชน) (บล.ภัทร) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท) ร้อยละ 4.2 ซึ่งเป็นอันดับที่ 8 จากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง ลดลงจากร้อยละ 4.7 ในไตรมาส 1/2561
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 16.27 โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 12.72 แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2561 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับร้อยละ 17.35 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 13.80