ประโยชน์ที่ได้ต่อผู้ใช้งานดูเหมือนจะโอนเอียงไปทาง Facebook เสียมากกว่า เนื่องจากถ้าเราสามารถเชื่อมต่อรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นอาจทำให้ผู้ใช้เลือกที่จะใช้งานบน Messenger และทำให้พวกเขาอยู่บนแพลตฟอร์มด้วยเวลาที่นานขึ้นกว่าเดิม หมายถึงว่าจะต้องมีรายชื่อผู้ติดต่อบางรายที่มีการใช้งานบนสองแพลตฟอร์มแต่คุณอาจจะยังไม่ได้เชื่อมต่อพวกเขาระหว่างแพลตฟอร์มมาก่อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างมาก
การปรับปรุงลูกเล่นใหม่ครั้งนี้ จะสร้างผลดีต่อธุรกิจ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า Facebook จะนำการปรับปรุงครั้งนี้มาใช้งานในเชิงธุรกิจหรือไม่ นั่นหมายถึงว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถเชื่อมต่อในลักษณะ Business Profile ได้ แต่หากว่าในอนาคตมีการเพิ่มให้ Business Profile สามารถทำได้ นั่นก็สามารถช่วยเพิ่มให้แบรนด์สร้าง Awareness ได้มากขึ้น อาจจะเป็นการใช้ Chatbot เพื่อสร้างบทสนทนาโดยตรงกับเหล่าผู้ใช้งาน เป็นต้น ถึงแม้ว่า ข้อจำกัดในการอนุญาตการใช้งานของ Business Profile บน Messenger จะมีอยู่อย่างมาก แต่นั่นก็ไม่หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเลย เพียงแต่ต้องรอเวลาให้ Facebook ทดสอบการใช้งานกับผู้ใช้ปกติก่อนในระยะหนึ่ง แล้วก้าวต่อไปก็จะเป็นคิวของ Brand
หากสังเกต ก้าวการนำเอาลักษณะการเชื่อมต่อระหว่างแพลตฟอร์มของ Facebook เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังเช่น
-การทำ Cross-post โพสท์คอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์มพร้อมกันระหว่าง Facebook ไปยัง Instagram
-การโพสท์ Instagram Stories ไปยัง Facebook Stories
-เมื่อคุณโพสท์ Facebook Story คอนเทนต์นั้นยังไปปรากฏบน Messenger Day ได้ด้วย
-ในขณะนี้ Facebook ก็ได้มีการทดสอบการ cross-post ระหว่างสถานะผู้ใช้งานบน WhatsApp ไปยัง Instagram Stories ด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่านี้จะเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย แต่ในฐานะผู้ใช้งาน เราอาจจะจินตนาการได้เลยว่า ในอนาคต คุณจะสามารถจัดการให้ทุกความเคลื่อนไหวของทุกตัวตนของคุณบนทุกแพลตฟอร์มในครอบครัว Facebook นั้นง่ายเพียง 1 คลิก เพื่อให้คุณได้อัพเดทคอนเทนต์ทุกอย่างได้ตลอดเวลา และลดความซับซ้อนในการใช้งานข้ามแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานเดียวกันอีกด้วย