แต่มันต้องมาแบบครบกระบวนความที่เรียกว่า IMC (Integrated Marketing Commutation) หรือการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นการนำเครื่องมืออย่างการประชาสัมพันธ์ ไดเร็กต์ มาร์เก็ตติ้ง อีเวนท์ มาร์เก็ตติ้ง เข้ามาผสมผสานให้มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
กล่าวคือ ภายใต้โจทย์การตลาดเดียวกัน นักโฆษณาจะต้องสามารถคิดงานเพื่อถ่ายทอดสารผ่านไปยังสื่อประเภทต่างๆ ให้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ และไม่ยึดติดแค่สื่อทีวีอีกต่อไป
สิ่งที่ตามมาก็คือ การตีโจทย์จากหลายๆ ด้านนั้น ถ้าลูกค้าและเอเยนซีที่เกี่ยวข้องมีความแม่นยำในเรื่องของ Brand Essence ก็จะได้รับผลดีจากการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการไปเต็มๆ
ในทางกลับกัน หากว่าลูกค้าและเอเยนซีคนใดคนหนึ่งขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับ Brand Essence ก็มักจะเกิดปัญหาตามมา โดยปัญหาที่พบบ่อยของการสื่อสารแบบบูรณาการ คือ ความไม่ต่อเนื่อง หรือความขัดแย้งของข้อความในแต่ละสื่อ นับเป็นการสูญเสียทั้งเงินและเวลา แล้วยังสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคได้อีกด้วย
ว่ากันว่า ปัจจุบัน แบรนด์ สำคัญกว่าเรื่องของโปรดักต์ หรือเจ้าของบริษัท การสื่อสารผ่านสื่อในรูปแบบเดิมๆ อย่างเดียวแบบในสมัยก่อนจะสิ้นเปลืองโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบริโภคสื่อของผู้บริโภค เพื่อที่จะสื่อให้ตรงจุดและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
คือแทนที่จะเอาเรื่องของตัว “สื่อ” เป็นตัวตั้ง ก็ต้องมีการพลิกมุมมาที่การเอา “ผู้บริโภค” เป็นตัวตั้ง เพื่อที่จะเลือกสร้างเมสเสจและใช้สื่อให้ตรงกับการรับสื่อของพวกเขา ซึ่งผู้บริโภคจะมีการเปิดรับสื่อหลากหลายประเภท และบ่อยครั้งที่การบริโภคสื่อผู้บริโภคจะรับข่าวสารควบคู่ไปพร้อมๆ การทำกิจกรรมอย่างอื่นในลักษณะ Multitasking
ถ้าเราลองวาดตารางเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างคร่าวๆ โดยแบ่งแกนออกเป็น 2 แกน แกนแรก คือ Strategic (กลยุทธ์) กับ Tactical (จรยุทธ์) ส่วนแกนที่สอง จะเป็นเรื่องของ Perception Management (การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภค) กับ Behavior Management (การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค) ก็จะพบว่า ปัจจุบันการสื่อสารกับผู้บริโภคมี 2 แนวทางหลักด้วยกัน