น้ำผึ้งหยดเดียว
ตัวเลข 0.02% นั้นอาจจะดูน้อยมาก แต่จากจำนวนปริมาณโฆษณาที่มากขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น พบว่าหลายครั้งที่โฆษณาทางทีวีที่ออกอากาศไปยังมีเนื้อหาที่คลุมเครือ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้
*ถ้าจะแบ่งประเภทของงานโฆษณาที่ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมก็พอจะรวบรวมได้ดังนี้
1. โฆษณาที่บรรยายสรรพคุณเกินจริง
2. โฆษณาที่อาศัยพื้นที่สีเทา หรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายมานำเสนอ
3. โฆษณาที่เปรียบเทียบ หรือเกทับคู่แข่ง
4. โฆษณาโดยไม่ระบุแบรนด์
5. โฆษณาที่นำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรม
คราวนี้ ลองมาดูตัวอย่างของโฆษณาที่อาศัยพื้นที่สีเทา หรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายมานำเสนอกันบ้าง
คงเคยเห็นโฆษณาสินค้าเครื่องดื่มที่ผสมสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพ หรือร่างกายกันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วในโฆษณาจะมีการบอกสรรพคุณของทางเคมี อาทิ คอลลาเจน, เปปไทม์ ฯลฯ ในความเป็นจริงบางตัวก็สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ บางตัวก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้
แต่ถ้าลองพิจารณาส่วนผสมที่อยู่ในเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมนั้นๆ ก็จะพบว่า มีปริมาณน้อยมากๆ บางสินค้ามีส่วนผสมของสารที่โฆษณาเพียง 0.3% หรือไม่ก็บอกว่าเป็นผลผลิตแท้ 100% แต่เอาเข้าจริงมีส่วนผสมของสินค้านั้นแค่ 5% ที่เหลือเป็นส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งในความเป็นจริงคนเราสามารถรับสารอาหารเหล่านั้นได้ในมื้ออาหารปกติอยู่แล้ว
สินค้านี้กินแล้วเรียนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น
สินค้านี้กินแล้วผอม
สินค้านี้กินแล้วผิวพรรณดีขึ้น
การโฆษณาที่สร้างความหวังทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสื่อสารที่อาศัยพื้นที่สีเทา คือ ทานเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังพิสูจน์อะไรแน่ชัดไม่ได้ว่าต้องกินในปริมาณขนาดไหนถึงจะทำได้ตามสรรพคุณที่บอกกล่าว แต่สามารถโฆษณาได้เพราะข้อกฎหมายยังครอบคลุมไม่ถึง ต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนที่ทางภาครัฐมีการควบคุมอย่างเข้มงวด
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีโฆษณาเครื่องดื่มแบรนด์หนึ่งที่ใช้จุดขายว่ามี Soy Peptide
Soy Peptide ก็คือ Peptide ที่ได้มาจากถั่วเหลือง
Peptide เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่โฆษณาของสินค้าดังกล่าว เน้นการสื่อสารไปที่การทำงานของสมองว่าช่วยในเรื่องการจดจำ โดยมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
ต่อมาก็มีคนที่เข้าไปศึกษาเพิ่มเติมแล้วนำข้อมูลอีกด้านมาชี้แจงว่า Soy Peptide มี Amino Acid ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดจริง แต่ในมื้ออาหารที่เรากินอาหารตามปกติที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบก็มี Amino Acid อยู่แล้ว หรือหากจะอยากได้ Soy Peptide จริงๆ ก็ไปกินพวกน้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลืองทดแทนกันได้ และขยายความว่าผลงานวิจัยที่นำมาอ้างอิงนั้นก็มีจำนวนผู้ทดลองที่น้อยมาก และผลงานวิจัยทั้ง 2 ครั้ง ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์ที่วงการยอมรับเลย
ข้อประเด็นขัดแย้งดังกล่าวก็ยังมีการถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน
แถมเมื่อไม่นานมานี้ เครื่องดื่มดังกล่าวก็ยังมีการออกสปอตโฆษณาชุดใหม่ที่มีการใช้นักศึกษาแพทย์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ อันนำมาซึ่งข้อถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง จนทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้ผลิต เพื่อขอความร่วมมือให้งดแพร่ภาพการโฆษณาเครื่องดื่มดังกล่าวโดยระบุว่า โฆษณาดังกล่าวได้ระบุถึงการเตรียมสมองเพื่อพร้อมสอบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภคได้
ทาง สคบ. จึงได้หารือเรื่องดังกล่าวร่วมกันกับแพทยสภาและสำนักงาน อย. โดยพบประเด็นการโฆษณาที่อาจจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ดังนี้
1. การโฆษณาเกี่ยวกับสรรพคุณของเครื่องดื่มที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เช่น ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยจัดระบบความจำ เติมความรู้ที่ขาด รวมทั้งการสื่อให้เข้าใจว่าเมื่อดื่มแล้วจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์
2. การโฆษณาที่สื่อให้เข้าใจว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการเตรียมสมองพร้อมสอบจะสอบติดทั่วประเทศ
3. ความเหมาะสมของการนำนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาโฆษณา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง
4. การสื่อให้เข้าใจว่าหากเข้าร่วมโครงการเตรียมสมองพร้อมสอบจะทำให้ได้เป็นแพทย์เกี่ยวกับสมองหรือแพทย์เกี่ยวกับตา การสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นเพียงสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเท่านั้น การที่จะเป็นแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมองหรือตา หรืออื่น ๆ จะต้องเรียนต่อโดยสอบเข้าเฉพาะด้านที่สูงกว่าปริญญาตรี และการเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ
ในที่สุดสปอตโฆษณาชุดนี้ก็ถูกยุติการออกอากาศ
หรือจะเป็นโฆษณาสินค้าไม่สามารถบรรยายสรรพคุณว่า สินค้านี้ใช้แล้วผิวขาวอมชมพู ก็เลี่ยงบาลีด้วยการนำเสนอภาพปลาสีขาวตัวใหญ่ว่ายมาอมปลาตัวเล็กสีชมพู แล้วอธิบายว่า ขาวอมชมพูแล้ว หรือใช้วิธีการนำเสนอภาพคนตัวโตกว่าให้ย้ายมานั่งหน้าคนที่ตัวเล็กกว่าแล้ว บอกว่าคนตัวโตหน้าเด็ก เป็นต้น
เหล่านี้คือตัวอย่างของน้ำผึ้งหยดเดียวที่ส่งผลกับความเข้าใจของผู้บริโภคอย่างมหาศาล
*ข้อมูลจากหนังสือ "Advertising Value"