BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
5,910
VIEWS

สมาคมโฆษณาฯ ขยายวง Self Regulation ยกระดับวงการโฆษณาในรอบ 23 ปี

มิ.ย. 08, 2560 S.Vutikorn

ที่ผ่านมาการโฆษณาทีวีในระบบอนาล็อก คือ ช่อง 3, 5, 7 และโมเดิร์นไนน์ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2537 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลของ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีการตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กกช. ขึ้นมา ในปี 2535 ทำให้กบว. ถูกยกเลิกไปในเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2537 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลอย่างมากกับวงการโฆษณาของไทย กล่าวคือ การพิจารณาโฆษณาว่าเรื่องใดสามารถออกอากาศได้หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้อำนวยการสถานีวิทยุและโทรทัศน์แต่ละช่อง

ในช่วงที่ฝุ่นกำลังตลบนี้ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ทั้งคนทำโฆษณา และทางสถานีต่างคนต่างเกร็ง และไม่แน่ใจว่าการพิจารณาของตัวเองจะถูกหลักการหรือไม่

จนในที่สุด ทุกฝ่ายก็มีความเห็นร่วมกันว่า นอกจากการควบคุมโดยภาครัฐในบางกลุ่มสินค้าและบริการแล้ว ในส่วนของโฆษณาทั่วไป ทุกฝ่ายมองว่าการใช้วิธีการให้ผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาควบคุมกันเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะอย่างไรอุตสาหกรรมโฆษณาและสื่อสารการตลาดก็มีสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่คอยควบคุม สอดส่องดูแลงานโฆษณาของสมาชิกอยู่แล้ว (โฆษณาที่จำเป็นต้องคุมจากภาครัฐโดยผ่านกลไกทางกฎหมายและหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ อย. ที่ควบคุมโฆษณาสินค้าอาหารและยาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม)

การเปลี่ยนมาใช้วิธีการ "กำกับดูแลตนเอง" (Self Regulation) ในวงการโฆษณาทีวี จึงเริ่มเป็นครั้งแรกในปี 2537 หรือเมื่อ 23 ปีที่แล้ว

หลังการเปิดตัวของทีวีดิจิตอลในปี 2557 ตลอดระยะเวลา 3 ปีของการมีทีวีดิจิตอล ทางสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยเองก็มีความพยายามที่จะดึงผู้ประกอบการทุกฝ่ายมาพูดคุยเจรจา เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับสภาวะสูญญากาศของฝั่งทีวีดิจิตอลที่มีมาพักใหญ่แล้ว

จนในที่สุดทุกอย่างก็ลงตัว...

ปลายเดือนที่ผ่านมาตัวแทนจากสมาพันธ์สมาคมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, สภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและการกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย)  ได้ประชุมสรุปแนวทางการปรับปรุงกระบวนการการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ให้สอดรับกับยุคทีวีดิจิตอล และได้มีการดำเนินการในขั้นตอนของการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์ และการอบรมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาต่อไป

การปรับปรุงกระบวนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะยกระดับการตรวจสอบให้ชัดเจนทันสมัยต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบัน และเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของสถานีโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลในกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการโฆษณาทีวีไทย ตั้งแต่มีการนำเอาวิธีการกำกับดูแลตนเองมาใช้เมื่อ 23 ปีก่อนก็ว่าได้

ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เป็นผลการดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2557 ในการร่วมลงนามความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ขององค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับโฆษณา 10 องค์กร ประกอบด้วยสมาพันธ์สมาคมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและการกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ เพื่อการรวมกลุ่มเป็น “องค์กร” ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มีการรวมกลุ่มเป็นองค์กร เพื่อจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพ และให้ทำการคุมกันเองภายใต้กฎหมาย และมาตรฐานทางจริยธรรม โดยผู้ประกอบการที่มารวมกลุ่มนี้ได้มีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาเกือบ 3  ปี เพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีความครอบคลุมเหมาะสม รวมทั้งมีการจัดการสัมมนาอบรมและจัดพิมพ์หนังสือคู่มือแนวทางการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการดำเนินการการกำกับดูแลตนเอง และการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณา

คุณสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล อธิบายถึงเหตุผลในความร่วมือครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการพยายามหาทางออกในเรื่องดังกล่าวมาตลอด เพียงแต่ว่ายังไม่มีความพร้อม เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำสถานี จึงอาศัยการคัดกรองโฆษณาจากงานที่ออกอากาศในช่องอนาล็อก แต่วันนี้ผู้ประกอบการมีความพร้อมแล้ว

"เบื้องต้น เราตกลงกันว่า 22 ช่องดิจิตอลยินดีให้ความร่วมมือ โดยส่งคนไปสังเกตการณ์เพื่อเรียนรู้การทำงาน ส่วนตัวมองว่า 1.การกำกับดูแลตนเองควรมีองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่นี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดคำถามเรื่องมาตรฐาน และคนทำโฆษณาจะยุ่งไปหมดและ 2. องค์กรที่จะสนับสนุน ต้องมีสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยเป็นหลัก เพราะว่าทำหน้าที่ได้ดีมานานแล้ว"

เหรียญสองด้าน

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ...โฆษณาก็เช่นกัน

ในขณะที่โฆษณาทำหน้าที่ให้ข้อมูลกับผู้บริโภค หรือช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ส่งผลให้คุณภาพสังคม และคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนดีขึ้น แต่ในทางกลับกันหากโฆษณาถูกใช้เพื่อการชักจูงคนดูไปในทางที่ไม่เหมาะสม ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา

ซึ่งที่ผ่านมา 23 ปี ก็พบว่ามีปัญหาที่เกิดจากโฆษณาที่ไม่เหมาะสมจะมีสัดส่วนที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับจำนวนโฆษณาทั้งหมดที่ออกสู่สายตาคนดูในแต่ละปี หรือประมาณ 0.02% เท่านั้น

แต่ไม่ว่าตัวเลขดังกล่าวจะน้อยสักเพียงใดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโฆษณามีบทบาทในการชักนำผู้บริโภคอยู่ดี

ประเด็นที่ต้องนำมาวิเคราะห์อย่างหนึ่ง ก็คือ พื้นฐานและธรรมชาติของการทำโฆษณานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ด้วยการนำเสนอแต่สิ่งดีๆ ซึ่งแน่นอนว่าแรงจูงใจที่คนดูได้รับผ่านข้อมูลข่าวสารทั้งหลายนั้น มีส่วนทำให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น ประกอบกับงานโฆษณาส่วนใหญ่เป็นอะไรที่ถูกคิด ถูกวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจที่โฆษณาส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงคนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน

เรียกว่าทั้ง High Profile และ High Visibility ดังนั้น อิมแพคของงานโฆษณาจึงมีสูงกว่าสื่อทั่วไป         

ที่ผ่านมาวิธีการกำกับและดูแลตนเองนี้ถูกใช้แต่กับเฉพาะฟรีทีวีเดิม 4 ช่องเท่านั้น แต่การเปิดประมูลช่องทีวีดิจิตอลของทางกสทช. และเริ่มออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้จำนวนช่องทีวีของไทยเพิ่มจาก 4 เป็น 24 ช่องทันที (ก่อนจะมีการปิดสถานีไป 2 ช่อง)

แน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนช่องนี้ ส่งผลถึงจำนวนชิ้นงานโฆษณาที่มีเพิ่มตามไปด้วย แต่สิ่งที่หลายคนกังวลนั้นอยู่ที่ความเหมาะสมของโฆษณาที่ออกอากาศมากกว่า เนื่องจากทีวีดิจิตอล 22 ช่องนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันถึงการกำกับดูแลตนเองในงานโฆษณาอย่างเป็นทางการเสียที เพราะต่างคนก็ต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในยุคที่โฆษณาดิจิตอลกำลังมาแรง เรื่องการกำกับดูแลตนเองจึงถูกผลักไปไว้ทีหลัง

น้ำผึ้งหยดเดียว

ตัวเลข 0.02% นั้นอาจจะดูน้อยมาก แต่จากจำนวนปริมาณโฆษณาที่มากขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น พบว่าหลายครั้งที่โฆษณาทางทีวีที่ออกอากาศไปยังมีเนื้อหาที่คลุมเครือ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้

*ถ้าจะแบ่งประเภทของงานโฆษณาที่ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมก็พอจะรวบรวมได้ดังนี้

1.     โฆษณาที่บรรยายสรรพคุณเกินจริง

2.     โฆษณาที่อาศัยพื้นที่สีเทา หรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายมานำเสนอ

3.     โฆษณาที่เปรียบเทียบ หรือเกทับคู่แข่ง

4.     โฆษณาโดยไม่ระบุแบรนด์

5.     โฆษณาที่นำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรม

คราวนี้ ลองมาดูตัวอย่างของโฆษณาที่อาศัยพื้นที่สีเทา หรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายมานำเสนอกันบ้าง

คงเคยเห็นโฆษณาสินค้าเครื่องดื่มที่ผสมสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพ หรือร่างกายกันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วในโฆษณาจะมีการบอกสรรพคุณของทางเคมี อาทิ คอลลาเจน, เปปไทม์ ฯลฯ ในความเป็นจริงบางตัวก็สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ บางตัวก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้

แต่ถ้าลองพิจารณาส่วนผสมที่อยู่ในเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมนั้นๆ ก็จะพบว่า มีปริมาณน้อยมากๆ บางสินค้ามีส่วนผสมของสารที่โฆษณาเพียง 0.3% หรือไม่ก็บอกว่าเป็นผลผลิตแท้ 100% แต่เอาเข้าจริงมีส่วนผสมของสินค้านั้นแค่ 5% ที่เหลือเป็นส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งในความเป็นจริงคนเราสามารถรับสารอาหารเหล่านั้นได้ในมื้ออาหารปกติอยู่แล้ว

            สินค้านี้กินแล้วเรียนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น

            สินค้านี้กินแล้วผอม

            สินค้านี้กินแล้วผิวพรรณดีขึ้น

การโฆษณาที่สร้างความหวังทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสื่อสารที่อาศัยพื้นที่สีเทา คือ ทานเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังพิสูจน์อะไรแน่ชัดไม่ได้ว่าต้องกินในปริมาณขนาดไหนถึงจะทำได้ตามสรรพคุณที่บอกกล่าว แต่สามารถโฆษณาได้เพราะข้อกฎหมายยังครอบคลุมไม่ถึง ต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนที่ทางภาครัฐมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีโฆษณาเครื่องดื่มแบรนด์หนึ่งที่ใช้จุดขายว่ามี Soy Peptide

Soy Peptide ก็คือ Peptide ที่ได้มาจากถั่วเหลือง

Peptide เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่โฆษณาของสินค้าดังกล่าว เน้นการสื่อสารไปที่การทำงานของสมองว่าช่วยในเรื่องการจดจำ โดยมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

ต่อมาก็มีคนที่เข้าไปศึกษาเพิ่มเติมแล้วนำข้อมูลอีกด้านมาชี้แจงว่า Soy Peptide มี Amino Acid ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดจริง แต่ในมื้ออาหารที่เรากินอาหารตามปกติที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบก็มี Amino Acid อยู่แล้ว หรือหากจะอยากได้ Soy Peptide จริงๆ ก็ไปกินพวกน้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลืองทดแทนกันได้ และขยายความว่าผลงานวิจัยที่นำมาอ้างอิงนั้นก็มีจำนวนผู้ทดลองที่น้อยมาก และผลงานวิจัยทั้ง 2 ครั้ง ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์ที่วงการยอมรับเลย

ข้อประเด็นขัดแย้งดังกล่าวก็ยังมีการถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน

แถมเมื่อไม่นานมานี้ เครื่องดื่มดังกล่าวก็ยังมีการออกสปอตโฆษณาชุดใหม่ที่มีการใช้นักศึกษาแพทย์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ อันนำมาซึ่งข้อถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง จนทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้ผลิต เพื่อขอความร่วมมือให้งดแพร่ภาพการโฆษณาเครื่องดื่มดังกล่าวโดยระบุว่า โฆษณาดังกล่าวได้ระบุถึงการเตรียมสมองเพื่อพร้อมสอบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภคได้

ทาง สคบ. จึงได้หารือเรื่องดังกล่าวร่วมกันกับแพทยสภาและสำนักงาน อย. โดยพบประเด็นการโฆษณาที่อาจจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ดังนี้

1. การโฆษณาเกี่ยวกับสรรพคุณของเครื่องดื่มที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เช่น ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยจัดระบบความจำ เติมความรู้ที่ขาด รวมทั้งการสื่อให้เข้าใจว่าเมื่อดื่มแล้วจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์

2. การโฆษณาที่สื่อให้เข้าใจว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการเตรียมสมองพร้อมสอบจะสอบติดทั่วประเทศ

3. ความเหมาะสมของการนำนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาโฆษณา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

4. การสื่อให้เข้าใจว่าหากเข้าร่วมโครงการเตรียมสมองพร้อมสอบจะทำให้ได้เป็นแพทย์เกี่ยวกับสมองหรือแพทย์เกี่ยวกับตา การสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นเพียงสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเท่านั้น การที่จะเป็นแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมองหรือตา หรืออื่น ๆ จะต้องเรียนต่อโดยสอบเข้าเฉพาะด้านที่สูงกว่าปริญญาตรี และการเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ

ในที่สุดสปอตโฆษณาชุดนี้ก็ถูกยุติการออกอากาศ

 หรือจะเป็นโฆษณาสินค้าไม่สามารถบรรยายสรรพคุณว่า สินค้านี้ใช้แล้วผิวขาวอมชมพู ก็เลี่ยงบาลีด้วยการนำเสนอภาพปลาสีขาวตัวใหญ่ว่ายมาอมปลาตัวเล็กสีชมพู แล้วอธิบายว่า ขาวอมชมพูแล้ว หรือใช้วิธีการนำเสนอภาพคนตัวโตกว่าให้ย้ายมานั่งหน้าคนที่ตัวเล็กกว่าแล้ว บอกว่าคนตัวโตหน้าเด็ก เป็นต้น

 เหล่านี้คือตัวอย่างของน้ำผึ้งหยดเดียวที่ส่งผลกับความเข้าใจของผู้บริโภคอย่างมหาศาล

            *ข้อมูลจากหนังสือ "Advertising Value"

ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรก คือ การจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านการตรวจพิจารณาโฆษณาทางโทรทัศน์” ประกอบด้วย ผู้แทนจากสถานีหลักเดิมได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3, ช่อง 5, ช่อง 7, MCOT, TPBS, NBT, ผู้แทนจากโทรทัศน์ดิจิทัลที่แต่งตั้งโดยสมาคมโทรทัศน์ดิจิตอล 2 ช่อง, ผู้แทนจากโทรทัศน์ดิจิตอลที่แต่งตั้งโดยสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์  2 ช่อง, และผู้แทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการฯ) รวม 11 ท่าน โดยให้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และ ระเบียบการปฏิบัติงาน ตลอดจนพิจารณาตัดสินข้อขัดแย้งเชิงนโยบาย พิจารณาอนุมัติระเบียบการทำงาน และเรื่องอื่นและ/หรือที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรด้านการเซ็นเซอร์ การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน เป็นต้น

ส่วนที่สอง ได้แก่ การจัดทำโครงการฝึกอบรมผู้แทนจากสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลช่องต่างๆ ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเรียนภาคทฤษฎีและการฝึกภาคปฏิบัติ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณา

ความร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชน ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ต่อไป

คุณวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องจากทีวีดิจิตอลมีจำนวนช่องเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาค่าโฆษณาในบางช่องถูกลง ซึ่งเป็นโอกาสที่ธุรกิจ SME จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อในการโฆษณาได้ ซึ่งหมายความว่าจำนวนชิ้นงานโฆษณาที่ออกอากาศในแต่ละปีจะมีมากขึ้นในอนาคต

ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ทั้ง Stakeholder หรือทุกฝ่ายได้ประโชยน์ร่วมกัน ทั้งเจ้าของสินค้า เจ้าของสถานี เอเยนซีโฆษณา รวมถึงผู้บริโภคที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องจากการกำกับดูแลของคณะกรรมการด้วย

วิเคราะห์ 8 SOCIAL PLATFORM ในไทย

เจาะลึก Social Media Marketing Trends 2026 เมื่อ AI และความจริงใจคือหัวใจสำคัญของการตลาดดิจิทัล

“Retail Media” เทรนด์ใหญ่มาแรง เมื่อค้าปลีกพลิกโฉม จาก "ชั้นวางสินค้า" สู่ "สื่อโฆษณาที่ทรงพลัง"

ถูกที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบ Truly Integrated Media ตัวช่วยเพื่อหลุดพ้นจากสงครามราคา

ไอคอนสยาม คว้าแชมป์ Best Brand Performance on Social Media ครองอันดับ 1 กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

อย่าปล่อยอนาคตแบรนด์ไว้ในมืออัลกอริทึม เมื่อ "เว็บไซต์" คือศูนย์กลางประสบการณ์ของทั้ง Ecosystem

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact