BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
20,787
VIEWS

5 จุดเปลี่ยน “กลยุทธ์ ณ จุดขาย” ไม่ใช่แค่ Remind แต่ต้อง Action ทันที

ส.ค. 02, 2561 R.Somboon

ด้วยเหตุผลของการที่สินค้า FMCG (Fast Moving Consumer Goods) เป็นสินค้าที่หมุนเวียนเร็ว การซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่แม้จะมีการวางแผนว่าจะซื้อสินค้าอะไร แต่ก็ไม่ได้มีการระบุแบรนด์ เพราะฉะนั้นแล้ว การกระตุ้นการซื้อ ณ จุดขาย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่เข้ามาช่วยชี้ผลแพ้ – ชนะ ในการแข่งขันของตลาดนี้

การตัดสินใจซื้อสินค้าประเภทคอนซูเมอร์โปรดักต์หลายๆ ตัว จะเกิดจากสิ่งกระตุ้นอารมณ์ ณ จุดขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวดิสเพลย์ ตัวสื่อโฆษณารูปแบบต่างๆ ในสโตร์ หรือแม้กระทั่งพนักงานแนะนำสินค้า การจะกุมหัวใจของผู้บริโภคให้เด็ดขาดจริงๆ จึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ ณ จุดขาย ให้เป็นส่วนหนึ่งในเกมการแข่งขัน

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คือ กลยุทธ์นี้ ไม่ได้เพียงแค่มองถึงการกระตุ้นการรีมายด์แบรนด์ แต่ต้องมีการทำให้เกิดการ Action ทันที ด้วยการที่มีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีให้การเข้ามาช่วยทำในเรื่องนี้ง่ายขึ้น ยิ่งผู้บริโภคในยุคนี้มีเวลาน้อย และพวกเขาคอนเน็คกับโลกออนไลน์มากขึ้น โดยคนไทยมีตัวเลขเฉลี่ยถึง 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การขายสินค้าของแต่ละแบรนด์จึงต้องหาช่องทางที่แตกต่างกัน เพราะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมกับเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น

ผลจากการเข้ามา Disrupt ของดิจิทัล เทคโนโลยี ทำให้กลยุทธ์การตลาด ณ จุดขาย ต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะผู้บริโภคถูกแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือสินค้าได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทต่อการซื้อสินค้า แต่กว่า 90% ของการซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั้น ยังคงมาจากช่องทางขายที่เป็นออฟไลน์ เพียงแต่ว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันกับการเข้ามา Disrupt ของเทคโนโลยี และนี่คือ 5 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของกลยุทธ์ ณ จุดขาย

1.เรื่องของการใช้มีเดียที่คอนเน็คกับผู้บริโภค เพื่อดึงให้พวกเขามาที่ ณ จุดขาย จากเดิมที่ในอดีตการใช้มีเดียจะเริ่มจากในบ้านที่สื่อหลักอย่างทีวีจะเข้ามามีบทบาท โดยมีสูตรของการใช้ ก็คือ การยิงสปอตโฆษณา 3 สปอต จะช่วยในการสร้างการรีมายด์แบรนด์ 1 ครั้ง

หลังจากนั้นจะเป็นการส่งต่อมายังสื่อโฆษณานอกบ้านต่างๆ และเมื่อมาถึงสโตร์หรือร้านค้าปลีกจะถูกรีมายด์ซ้ำด้วยสื่อในสโตร์ก่อนที่จะถูกดึงเข้าไป ณ จุดขาย ซึ่งการดีไซน์ดิสเพลย์ที่โดดเด่น และการออฟเฟอร์ผ่านโปรโมชั่นจะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี

แต่เมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาท ทำให้การกระตุ้นตรงถึงผู้บริโภคเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งดันน์ฮัมบี้ บริษัทชั้นนำที่ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภควิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับการซื้อสินค้า ณ จุดขาย ของผู้บริโภค มีการทำในเรื่องของคอนเน็คมีเดีย ที่เรียกว่า  Sociomantic จะมีรูปแบบการทำที่แตกต่างออกไป นั่นคือ ไม่ใช่แค่การสร้างการรีมายด์แบรนด์ แต่ทำให้เกิดการ Action หรือซื้อทันที ถือเป็นอีกความเปลี่ยนแปลงที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในช่วงเวลาที่อยู่ในบ้าน ซึ่งผู้บริโภคอาจจะตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หรือในสโตร์ที่ผู้บริโภคกำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่พอดี 

ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการฝ่ายมีเดีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงที่มีผลจากเทคโนโลยีนี้ แบรนด์สินค้าทำอย่างไรก็ได้ให้มีแรงดึงดูด และลูกค้าสามารถมองเห็นได้ง่าย การทำในเรื่องของ Point of Sale รวมถึงการตกแต่งเชลฟ์สินค้าให้ดูโดดเด่น จึงเป็นเรื่องจำเป็น และต้องมีการลงทุนทำอย่างต่อเนื่องเพื่อคอนเน็คกับผู้บริโภค

“ไม่เพียงแค่การขายปกติ แต่แบรนด์เองต้องมีการสร้าง Occasion ในการใช้สินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา โดยทำให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการที่จะเอาสินค้าไปใช้ในช่วงเวลาไหน เป็นการสร้างโอกาสในการบริโภคใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดการใช้สินค้ามากขึ้น”

ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีจะเข้ามาทำให้แบรนด์สินค้าสามารถเข้าใจผู้บริโภคได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยดันน์ฮัมบี้เอง ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพด้วยการใช้ Machine Based Learning และ Predictive Model เพื่อให้สามารถเข้าถึง และเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น

2.ผู้บริโภคมีสมาธิที่สั้นลง เพราะติดอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้วลืมเรื่องของการดิสเพลย์สินค้าในรูปแบบเดิมๆ แล้วหันมาใช้วิธีการดิสเพลย์ที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้นชนิดที่ว่า เมื่อผู้บริโภคเดินผ่านจุดคิดเงินเข้ามา ก็ต้องพบกับกองโชว์สินค้าที่โดดเด่น ที่สามารถเลือกหยิบได้ง่ายขึ้น

3.พนักงานพีซี หรือคนแนะนำให้ข้อมูลสินค้าจะมีบทบาทน้อยลง เพราะการเข้าถึงข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบสินค้าแต่ละประเภททำได้ง่ายขึ้น บทบาทของพีซีที่เคยยืนอธิบายสินค้าหรือกระตุ้นการซื้อประชิดตัวลูกค้าจึงลดน้อยลง โดยพีซีจะทำหน้าที่ในการดูแลสินค้าบนเชลฟ์ไม่ให้ขาดแทน

4.ผู้บริโภคเหมือนกัน อาจจะมีความต้องการที่แตกต่างกันก็ได้ อย่างสินค้าที่ขายให้กับกลุ่มที่สนใจเรื่องของสุขภาพ ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน อาจจะต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา ขณะที่ผู้หญิงวัยทำงาน อาจจะต้องการดีไซน์ของแพ็กเกจจิ้งที่ดึงดูดใจ การออฟเฟอร์ลูกค้าให้ตรงกับความต้องการจึงเป็นเรื่องจำเป็น แน่นอนว่าเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ การตลาด ณ จุดขายยุคใหม่จึงต้องมีเรื่องของบิ๊กดาต้าเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน

5.จากข้อ 4 บริษัทที่ทำวิจัย หรือทำการตลาด ณ จุดขาย ไม่ใช่แค่ทำแคมเปญ แต่ยังเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการร่วมวางแผนเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการทำตลาดร่วมกับเจ้าของแบรนด์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก็คือ สินค้าประเภทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่อาจจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรักสุขภาพเหมือนกัน แต่ในแง่ความต้องการของแต่ละกลุ่มอาจจะแตกต่างกันก็เป็นได้

 

ลูกค้าเก่ายังสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ แม้จะมีการพูดกันว่า ปัจจุบันลูกค้ามีลอยัลตี้ต่อแบรนด์ลดลง แต่การรักษาฐานลูกค้าเก่า ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการทำตลาด โดยดันน์ฮัมบี้ ทำการวิเคราะห์ตลาดผ่านบิ๊กดาต้า และพบว่า 20% ของฐานลูกค้าทั้งหมดของแบรนด์นั้นๆ มีส่วนช่วยในยอดขายของแบรนด์ดังกล่าวกว่า 80% โดยไม่จำกัดหมวดหมู่ หรือขนาดธุรกิจ โดยแบรนด์สามารถรักษาลูกค้าได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบปีต่อปี

ขณะที่ 73% ของการเติบโตของยอดขายมาจากกลุ่มลูกค้าที่มีความจงรักภักดีในแบรนด์ และ 20% ของฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่มียอดสูงสุด ช่วยสร้างรายได้มากถึง 50% ในบางแบรนด์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นปัจจัยสำคัญและสร้างความแตกต่างเมื่อต้องมีการสื่อสารที่ต้องใช้ข้อมูลจำเพาะสำหรับกลุ่มลูกค้า ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น การส่งจดหมายไปที่บ้าน การกำหนดการเข้าถึงผ่านโปรแกรมการจัดการอัตโนมัติ (Programmatic Retargeting) ในช่องทางโซเชียลมีเดีย และสื่อโฆษณา ณ จุดขาย โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการทำแคมเปญมากกว่า 100 แคมเปญ คือ การมีลูกค้าที่จงรักภักดีกับแบรนด์เพิ่มขึ้น 9% และป้องกันไม่ให้ลูกค้ากว่า 6% ย้ายไปแบรนด์อื่น

การทำตลาดเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าจึงยังคงเป็นเรื่องจำเป็นในการแข่งขันยุคนี้......

 

แน่นอนว่า การใช้กลยุทธ์ขยายฐานลงล่าง (Down-market Stretch) ให้สำเร็จโดยไม่เจ็บตัวหรือเสียภาพลักษณ์ แบรนด์เดิม มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การ "รักษาสมดุล&

รู้จัก “Down-Market Stretch” กลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์เรา กวาดลูกค้าเรียบทุกเซกเมนต์ !!!

ถอดรหัส “Strategic Ring” กลยุทธ์ปั้น Mega Mixed-use ของเซ็นทรัลพัฒนา จากใจกลางเมืองสู่ปริมณฑล

โตชิบา ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Japan Quality ชูเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง สร้างความไว้วางใจระยะยาว ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

เจาะกลยุทธ์ Marriott รุกสมรภูมิภูเก็ต ส่ง 'คอร์ทยาร์ด' ปักหมุดแห่งที่ 3 ปั้นอ่าวฉลอง สู่ New Destination ชิงเค้กกลุ่มกำลังซื้อสูงผ่านประสบการณ

ลองฌองป์เดินกลยุทธ์ Beach Takeover เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก La Plage Longchamp ป๊อปอัพในเมืองชายทะเลทั่วโลก

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact