จันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า “ธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพ ที่จะมีศักยภาพ ได้นั้นต้องประกอบด้วยกุญแจไขความสำเร็จ 6 อย่าง คือ 1.ภาครัฐสนับสนุน โดยมีภาคเอกชนและประชาสังคมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนตามนโยบาย 2.ต้องมีการปรับเปลี่ยนโมเดลการทำงาน ให้ตอบสนองกลุ่มธุรกิจ Startup ได้มากยิ่งขึ้น 3. ต้องปลดล็อกข้อจำกัดในอดีตในเรื่องของการประกอบธุรกิจแบบเก่า โดยเฉพาะหากผู้ประกอบการมีไอเดียที่แปลกใหม่และดี ยิ่งสามารถนำมาใช้เป็นทุนและหลักประกันได้ 4. สร้างระบบนิเวศที่ดีและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนธุรกิจ Startup 5. เร่งแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 6. ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ให้สอดรับกับธุรกิจ Startup ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆในอนาคต
นางจันทิรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเภทธุรกิจสตาร์ทอัพที่พบว่ามีโอกาสเติบโตในช่วงครึ่งหลังปี 2561 และปี 2562 คือ
1.Deep Tech Startup ซึ่งเป็นการใช้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งที่มีอยู่ในตลาด โดยจะต่างจากสตาร์ทอัพที่พัฒนาแอปพลิเคชั่น ด้วยการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ ซับซ้อนมีสิทธิบัตรทางปัญญาคุ้มครอง ทำให้ลอกเลียนแบบยากและคู่แข่งน้อย ตัวอย่างเช่น ระบบ AI (Artificial Intelligence) ระบบ IoT เทคโนโลยีในสายธุรกิจต่างๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารและการเกษตร อวกาศ พลังงาน
2. MedTech (สตาร์ทอัพด้านการแพทย์) โดยเป็นเทคโนโลยีที่จะมาช่วยพัฒนางาน บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในเรื่องของสุขภาพอนามัย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ติดตามผลตรวจสุขภาพผ่านมือถือ วิเคราะห์ความเสี่ยงโรค แก้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพเป็นแบบระบบโมบายแอปพลิเคชั่น และแก้ปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยีให้คำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชั่น เป็นต้น
3. Startup ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยจะต้องเป็นสตาร์ทอัพที่สามารถยกระดับการผลิต การบริการ หรือการขนส่งของ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เช่น สตาร์ทอัพด้านระบบบริการทางการแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้กระบวนการผลิตมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น