Amarin Baby & Kids เครือข่ายแม่ลูกที่เข้าถึงคุณแม่และสมาชิกครอบครัวถึง 21 ล้านคนต่อเดือน หรือ 73% ของแม่ไทยทั่วประเทศ เผยผลวิจัยที่สุดของแม่ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงพฤติกรรม ทัศนคติ ความคาดหวัง และตัวแปรตัดสินใจต่างๆ ของคุณแม่ไทยยุค 2017
โดยได้ทำการวิจัยกับคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ที่มีลูกในช่วงอายุ 0-3 ปี และ 3-6 ปี ที่เป็นคุณแม่ไทยที่มีศักยภาพและมีกำลังในการซื้อสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการสื่อสารและทำการตลาดในปัจจุบัน จากกลุ่มตัวอย่าง 3,100 ราย ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองจังหวัดใหญ่ ได้แก่ ระยอง เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น และสงขลา ผ่านวิธีการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า (F2F Intercept) การทำแบบสอบถาม (Questionnaire) และการทำแบบสอบถามทางระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (CAWI: Computer-assisted Web Interviewing) ซึ่งมีระยะเวลาในการทำวิจัยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2560
สำหรับ 6 หัวข้อการวิจัยที่สุดของแม่ไทย ประกอบด้วยเรื่อง ที่สุดของความกังวลเรื่องลูก ที่สุดของความคาดหวังต่อลูก ที่สุดของกิจกรรมที่อยากทำกับลูก ที่สุดของทักษะพิเศษของลูก ที่สุดของตัวช่วยที่มีอิทธิพลในการเลี้ยงลูก และที่สุดของสื่อที่มีอิทธิพลในการซื้อสินค้าของลูก
ที่สุดของทักษะพิเศษของลูก
เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เพราะในสังคมที่เต็มไปด้วยความแข็งขัน พ่อแม่หรือผู้ปกครองยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับการตระเตรียมความพร้อมของลูกหลานเพื่อสร้างโอกาสเชิงการแข่งขันกันตั้งแต่วัยเยาว์ โดยจากผลการวิจัยพบว่า คุณแม่ให้ความสำคัญกับ 5 ความสามารถพิเศษที่สอดคล้องไปกับ 5 ทักษะชีวิต เพื่อทำให้ลูกพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และอยู่อาศัยในสังคมปัจจุบันได้อย่างประสบความสำเร็จ และมีความสุข ได้แก่
• 85% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านภาษา โดยคุณแม่อยากให้ลูกสามารถพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษาขึ้นไป
• 56% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านกีฬา เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทางสังคม
• 45% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านการแสดง เพื่อให้ลูกกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ
• 42% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านดนตรี เพื่อสร้างทักษะทางอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี
• 23% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
ที่สุดของตัวช่วยที่มีอิทธิพลในการเลี้ยงลูก
เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า สุดยอดตัวช่วยที่มีอิทธิพลต่อการเลี้ยงลูกของคุณแม่ยุคใหม่ยังคงเป็นคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว มากกว่าการดูตัวอย่างจากดารา หรือเซเลบ ที่ปัจจุบันมีอยู่ดาษดื่นในสังคมยุคดิจิตอล โดยผลวิจัยพบว่า
• 85% บุคคลในครอบครัว เช่น ญาติผู้ใหญ่ หรือสมาชิกครอบครัวที่อยู่ในบ้านเดียวกัน
• 82% คุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อที่น่าเชื่อถือ
• 73% เพื่อน และญาติ
• 49% ครู พี่เลี้ยง และเนอสเซอรี่
• 22% ดาราและเซเลบ
ที่สุดของสื่อที่มีอิทธิพลในการซื้อสินค้าของลูก
คุณแม่ยุค 2017 ใน 1 คน จะเสพสื่อหลากหลายอย่างน้อย 2 สื่อขึ้นไป เพราะต้องการตรวจสอบข้อมูลของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากแม่ไทย 93% จะไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้วยเหตุผล คือ ไม่รู้จักสินค้า ไม่เชื่อสินค้า จึงไม่พร้อมที่จะให้ลูกเสี่ยงใช้สินค้านั้นๆ และเมื่อวิเคราะห์เชิงลึกขึ้น พบว่า คุณแม่กลุ่มดังกล่าวมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าที่ตนเองปฏิเสธซื้อ หากได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอจาก Integrated Media มีเพียง 7% เท่านั้นที่ตัดสินใจซื้อทันที
คุณแม่ที่ได้เห็น และรับข้อมูลสินค้านั้นๆ ผ่านสื่อ Integrated Media อย่างเพียงพอ 81% จะตัดสินใจซื้อสินค้าได้ทันที และมีเพียง 19% ที่จะขอค้นหาข้อมูลในสื่อ Integrated Media เพิ่มเติม โดยสื่อที่คุณแม่ใช้มากที่สุด คือ
• 97% สื่อโทรทัศน์ เพื่อใช้ดูละคร ซีรีส์ไทย ดูข่าว ดูเกมโชว์ และทอล์คโชว์
• 78% สื่อออนไลน์ เพื่อใช้ดูข้อมูลเกี่ยวกับแม่และลูกเพื่อเอนเตอร์เทน และเพื่อดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว
• 64% สื่อในร้านขายของ และงานแฟร์เฉพาะเพื่อแม่ลูก
• 33% สื่อนิตยสาร พ็อคเกตบุ๊คเฉพาะเพื่อแม่ลูก
ในส่วนของสื่อออนไลน์ ยังพบว่า Top 3 Trending Online Content แนวข้อมูลมาแรงผ่านโซเชียลมีเดียที่คุณแม่เลือกเสพ ได้แก่ Comparative Content เพื่อตอบสนอง Insight คุณแม่ “เลือกสิ่งดีที่สุดเพื่อลูก” Baby & Kids Safety เพราะแม่ไทยเป็นคุณแม่ขี้กังวลจึงสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับการระมัดระวังภัยใกล้ตัวลูก Mom Psychology คอนเทนต์เชิงจิตวิทยาสอนการเลี้ยงลูก ทั้งด้วยหลักการและการยกตัวอย่างจริงเสมือน “ห้องเรียนพ่อแม่ออนไลน์”
ที่สุดของความกังวลเรื่องลูก
คุณแม่ยุค 2017 สุดยอดขี้กังวล เพราะกว่า 97% จะมีความกังวลเรื่องลูก เริ่มตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ จะกังวลเรื่องการกินว่าควรกินอะไรดี เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีตามอายุครรภ์ และครบ 32 ประการ การกินที่คุณแม่กังวล ได้แก่ อาหารการกินตามปกติ สารอาหารตามโภชนาการ และยาหรือวิตามินเสริมที่ช่วยบำรุงครรภ์ สำหรับคุณแม่ที่มีลูกวัย 0-3 ขวบ พบว่าคุณแม่มีความกังวลเรื่องการเลี้ยงดูลูก จะเลี้ยงดูลูกอย่างไรให้เติบโตเป็นคนดี ส่วนคุณแม่มีลูกวัย 3-6 ขวบ จะกังวลเรื่องการมีเวลาอยู่กับลูก อยากมีเวลาให้ลูกมากพอที่จะสอนให้ลูกเรียนรู้ และมีความพร้อมจนช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต อันจะทำให้ลูกพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข
ที่สุดของความคาดหวังต่อลูก
คุณแม่ 2017 มีความคาดหวังในตัวลูก อยากให้ลูกสามารถใช้ชีวิตและเอาตัวรอดได้เมื่อโตขึ้น โดยความคาดหวังของคุณแม่จะมีเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของลูก เป็นความคาดหวังสะสมบนพื้นฐานความคาดหวังเดิม แต่เป็นความคาดหวังที่เป็นจริงมากขึ้น (Realistic Expectation) คือ คุณแม่ตั้งครรภ์ มีความคาดหวังว่าอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษเมื่อโตขึ้น คุณแม่ที่มีลูก 0-3 ขวบ จะมีความหวังเพิ่มขึ้นมาคือ อยากให้ลูกเป็นอะไรก็ได้ตามที่เขาอยากเป็น ส่วนคุณแม่ที่มีลูก 3-6 ขวบ จะมีความคาดหวังเพิ่มขึ้นและเป็นความคาดหวังสูงสุด คือ หวังว่าลูกจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองได้ดี โดยยังไม่ทิ้งความคาดหวังเดิม ทั้งหมดนี้เพื่อให้ลูกรู้จักเอาตัวรอด และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
ที่สุดของกิจกรรมที่อยากทำกับลูก
คุณแม่ 2017 ที่มีลูกวัย 0-3 ขวบ จะมีเวลาในการเลี้ยงดูลูกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6 ชั่วโมงต่อวัน และจะฝากให้ญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านเดียวกันเป็นคนช่วยเลี้ยงดูโดยเฉลี่ย 6.4 ชั่วโมงต่อวัน เพราะคุณแม่ต้องกลับไปทำภารกิจในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานนอกบ้าน จึงมีเวลาอยู่กับลูกจำกัด ส่วนคุณแม่ที่มีลูกวัย 3-6 ขวบ จะมีเวลาในการเลี้ยงดูลูกเฉลี่ย 4.7 ชั่วโมงต่อวัน และให้ลูกอยู่กับคนอื่น เช่น คุณครูที่โรงเรียน พี่เลี้ยง และญาติเฉลี่ย 7.3 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเด็กๆ เข้าสู่ช่วงวัยเรียน จึงมีเวลาอยู่กับคุณแม่น้อยลง
โดยในวันธรรมดา กิจกรรมที่มีคุณค่าที่คุณแม่ที่มีลูกวัย 0-3 ขวบ ได้ทำร่วมกันคือ การพูดคุย การเล่นกับลูก และการอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง ตามลำดับ ส่วนคุณแม่ที่มีลูกวัย 3-6 ขวบ จะใช้เวลาดูทีวีหรือสื่อออนไลน์กับลูก ทำการบ้านกับลูก และเล่นกับลูก ตามลำดับ ส่วนในวันหยุด คุณแม่ยุค 2017 นิยมใช้เวลากับลูกนอกบ้าน โดยคุณแม่ที่มีลูกวัย 0-3 ขวบ นิยมพาลูกเที่ยวภายในประเทศ และออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ส่วนคุณแม่ที่มีลูกวัย 3-6 ขวบ จะพาลูกไปช้อปปิ้ง และไปเที่ยวสวนสนุก
สำหรับกิจกรรมที่คุณแม่อยากทำกับลูกเพิ่มในอนาคต ในกลุ่มคุณแม่ลูกเล็ก (0-3 ขวบ) อยากทำกับลูกมากที่สุด อันดับ 1 คือ การเรียนเสริมพัฒนาการ และเสริมความสามารถพิเศษ อันดับ 2 คือ การพาลูกไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ ส่วนอันดับ 3 สำหรับคุณแม่ลูกเล็ก คือ อยากอ่านหนังสือกับลูกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ส่วนคุณแม่ลูกโต (3-6 ขวบ) กิจกรรมอันดับ 1 และ 2 จะเป็นกิจกรรมเดียวกับแม่ลูกเล็ก ส่วนอันดับ 3 คือ อยากพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากโลกภายนอก
บทสรุป จากผลการวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ทราบว่าคุณแม่ส่วนใหญ่มีความกังวลเมื่อมีลูก มีความคาดหวังว่าลูกจะมีความสามารถพิเศษไปต่อยอดในการใช้ทักษะด้านต่างๆ เพื่อเอาตัวรอด และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในชีวิตประจำวัน อยากทำกิจกรรมร่วมกับลูกนอกบ้านเมื่อมีโอกาส เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้โลกกว้าง และมีประสบการณ์ชีวิตที่ดี โดยมีบุคคลภายในครอบครัวเป็นผู้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก และใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งดารา หรือคนดังไม่ได้มีบทบาทสำคัญต่อการเลี้ยงลูก
ขณะเดียวกัน คุณแม่ยุค 2017 ยังนิยมใช้สื่อที่หลากหลายในการศึกษาหาข้อมูล ทั้งเพื่อหาความรู้ในการเลี้ยงดูลูก และเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ สื่อในงานแฟร์ และสื่อนิตยสาร พบว่าถ้าคุณแม่ได้เห็นโฆษณาสินค้าผ่านสื่อต่างๆ และได้ทดลองจับต้องตัวสินค้าด้วยตัวเองจะง่ายต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าการไม่เคยเห็นสินค้านั้นๆ ผ่านสื่อใดๆ มาก่อนเลย
การทำความเข้าใจ “ที่สุดของคุณแม่ไทย” ในด้านต่างๆ เหล่านี้จะช่วยในการสื่อสาร และทำการตลาดกับกลุ่มคุณแม่ไทยได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น