“ตอนนี้ทุกจังหวัดสามารถบินตรงระหว่างจังหวัดได้แล้ว นกแอร์เรามีเครื่องบินเล็ก เรียกว่าเครื่องบินใบพัด เริ่มที่จะเจาะกลุ่มตลาดเล็กๆ ซึ่งนกแอร์เป็นผู้เริ่มในการเจาะไปยังจังหวัดเล็กๆ มาตั้งแต่ต้น เราพยายามครีเอทตลาดใหม่ๆ ที่เล็ก เพราะเครื่องบินเราเล็ก มันสามารถสร้างตลาดได้”
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ เรื่องของทีมงาน ทำยังไงจะจัดระเบียบของการทำงานให้ได้ ทุกคนต้องทำงานกันเป็นทีม และสุดท้ายเป็นเรื่องของแบรนด์ ที่มีการรีโพซิชันนิ่งแบรนด์นกแอร์ใหม่ ให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ โดยเริ่มที่จะลิงค์กับนกแฟนคลับ เพื่อสร้างกลุ่มก้อนของแฟนคลับของนกแอร์
เช่นเดียวกับการรีโพซิชันนิ่งของแบรนด์นกแอร์ใหม่ให้มีภาพของการเป็นไลฟ์สไตล์แอร์ไลน์ที่จะมีการนำเสนอทางเลือกในการเดินทางให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็น 1 ในแนวทางที่เข้ามาช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดีขึ้น และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการขยายฐานเข้าหาลูกค้ากลุ่มที่มีโอกาสในการเดินทางมากขึ้น จากเดิมที่นกแอร์มีฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในกลุ่มข้าราชการ
การปรับตำแหน่งของแบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ ยังเป็นการปรับเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด ที่เดิมนั้น โลว์คอสท์ แอร์ไลน์ คือการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่หลังจากนี้จะเปลี่ยนไป เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทางแบบเดิมๆ แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีการเดินทางมากขึ้น
“ก่อนหน้านั้น ตลาดโลว์คอสท์ แอร์ไลน์ มันเติบโตมาแบบดับเบิ้ลดิจิต แบบกลางๆ ประมาณ 30 - 40% มาโดยตลอด ผมคิดว่าภายในประเทศคงจะโตขึ้นอีกไม่เยอะอาจจะไม่ถึง 10% แต่มันจะไปเติบโตแบบก้าวกระโดดในเมืองที่ใช้เวลาบิน 4 - 5 ชั่วโมง เราเองจึงต้องต่อเนื่องกันเป็นเน็ตเวิร์ครวมกันทั้งเครื่องเล็กและใหญ่ ทุกคนจะเดินทางบ่อยขึ้น เที่ยวกันมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น นั่นคือโอกาสในการเติบโตที่เปิดกว้างรออยู่”
ด้านการแก้ปัญหาในเรื่องของภาพลักษณ์ โดยเฉพาะการดีเลย์บ่อยนั้น ปิยะ บอกกับเราว่า ในเบื้องต้น นกแอร์ได้เลื่อนการปลดระวางเครื่องจากช่วงเดือนพฤษภาคมออกไปอีกระยะหนึ่งจำนวน 2 ลำ เพื่อสำรองไว้ให้บริการทดแทนเครื่องที่อาจเกิดปัญหาขัดข้อง นอกจากนี้ยังเตรียมทำเทรนนิ่งพนักงานในส่วนงานบริการทุกส่วนงานในด้านการให้บริการ การสื่อสารกับลูกค้าในแต่ละกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้นพนักงานในทุกส่วนบริการจะต้องมีข้อมูลชี้แจงเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีกระบวนการแก้ไขอย่างไร
“ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ดีเลย์ตอนนั้นเราก็ประสบปัญหาเหมือนกัน แต่เราก็ได้แก้ไขกันไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้เราดูรายงานทุกวันว่ามีอะไรติดขัดตรงไหนบ้าง ซึ่งตอนนี้เราถือว่าดีมากอยู่ระดับ 86-87% ในอุตสาหกรรมการบินเมืองไทย อยู่ประมาณ 80 กว่าก็ถือว่าดี ถ้า 100% มันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะถือว่าคุณต้องจอดไว้ 1 ลำ พูดถึงยุโรปกับอเมริกาเขาต่ำกว่าเราอีก ตั้งแต่เมษายนมานี้ก็ถือว่าดีขึ้นมาก”
คำตอบทั้งหมดนั้นคือบางส่วนของการรับมือกับความท้าทายในการเข้ามาบริหารนกแอร์ของคนชื่อ “ปิยะ ยอดมณี”......