ภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด ให้มุมมองในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า “การที่เราเห็นแบรนด์ไปใช้สื่ออนไลน์เยอะขึ้นจากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่เติบโตขึ้นในแต่ละปี แต่วันนี้กลับมีตัวเลขบางอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า การลงเงินไปที่สื่ออนไลน์นั้นไม่ได้ได้ทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้า จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์เริ่มกลับมาทำความเข้าใจในบทบาทและวัตถุประสงค์ของแต่ละสื่อ”
การให้ความสำคัญกับตัวเลขและข้อมูลทางเทคนิคของแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของสื่อนี้ มากจนเกินไป จนบางครั้งอาจละเลยหรือลืมที่จะให้ความสำคัญเรื่องคอนเท้นท์และพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายในการเสพแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีความแตกต่างจากการเสพสื่อออฟไลน์ประเภทอื่นๆ เช่น ข้อมูลจากการวัดผล Reach & Frequency & View ของแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงหรือการันตีว่าการสื่อสารได้ไปถึงยังกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการ
อย่างการนับ Reach (การเข้าถึง) จะนับ 1 Reach เมื่อคนๆนั้นเจอ AD หรืออาจจะเลื่อนหน้าจอผ่าน AD โดยไม่จำเป็นต้องหยุดดูในระยะเวลาหนึ่ง ส่วนการนับ View (การมองเห็น) จะเริ่มนับตั้งแต่เห็น AD แค่เพียงหนังบางส่วน ไม่จำเป็นต้องเห็น AD เต็มหน้าจอ และการนับ View ของเฟสบุ๊คใช้เวลาเพียง 3 วิ เพียงแค่ users แค่เลื่อนหน้าจอผ่านโดยอาจยังไม่เห็น AD ก็ได้
ทำให้สื่อออนไลน์เพียวๆ คงจะไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนที่หลายคนคิดกันไว้ ต้องมีการผสมผสานสื่อ Traditional ตามบทบาทและหน้าที่ของแต่ละสื่อ
“แต่ละสื่อมีรูปแบบและหน้าที่ของมันชัดเจน และสามารถตอบโจทย์การสื่อสารการตลาดได้แตกต่างกัน”
การผสมผสานช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ออฟไลน์ และณ จุดขาย หรือ Point of Sale เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างชาญฉลาดและไร้รอยต่อในยุค Digital Disruption คืออีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจไปด้วยเช่นกัน