ดิจิทัลแบงก์กิ้งทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นทางออกช่วยคนให้เข้าถึงระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น และเป็นธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ ด้าน ME by TMBเน้นสร้างความแตกต่างก้าวสู่“ดิจิทัล เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Digital Experience)ใช้ข้อมูลพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ประเดิมใช้E-KYC เฟสแรกเดือนตุลาคมนี้ คาดมีลูกค้าใหม่ใช้บริการร้อยละ 25 ของเป้าหมายภายในสามเดือนสุดท้ายของปีนี้
ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ME by TMBกล่าวถึงทิศทางของดิจิทัลแบงก์กิ้งว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกการเงินได้ส่งผลให้เกิดรูปแบบการให้บริการทางการเงินต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้นทำให้การใช้บริการดิจิทัลแบงก์กิ้ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกภูมิภาคทั่วโลกโดยเฉพาะการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และโมบายแบงก์กิ้ง เพราะสะดวกสบายและสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ได้ตลอดเวลาด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปที่สาขาของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบการให้บริการของดิจิทัลแบงก์กิ้งยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกายุโรป และสิงคโปร์ เป็นดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบมีการนำเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาใช้ในระบบ และมีการแข่งขันในเรื่องการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดเป็นรายบุคคล หรือ Personalizeมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล และทำความเข้าใจลูกค้าเป็นรายบุคคล และนำเสนอผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างตรงจุด หรือ Digital Saleไม่ใช่แค่เรื่องของการโอน ถอน ฝาก หรือจ่ายบิลเท่านั้น
ส่วนในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างหลายประเทศในทวีปแอฟริกา หรือ ประเทศฟิลิปปินส์ มองว่า ดิจิทัลแบงก์กิ้ง หรือโมบายแบงก์กิ้ง มีโอกาสเติบโตสูง เพื่อให้ประชากรส่วนใหญ่เข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น ยกตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์ ประชาชนเข้าถึงระบบธนาคารได้น้อยกว่าประเทศไทยมาก โดยคนไทยที่มีบัญชีธนาคารมีอยู่ประมาณ80%ของประชากรทั้งหมด แต่คนฟิลิปปินส์ที่มีบัญชีธนาคารมีเพียง 20-30% เท่านั้น ขณะที่ประชากรทั่วโลกต่างก็มีมือถือ มีระบบอินเทอร์เน็ตเกือบทุกพื้นที่ ดังนั้นวิธีที่จะแก้ปัญหาให้คนในประเทศที่ยังไม่พัฒนาเข้าถึงระบบธนาคารได้ก็คือ การนำโมบายแบงก์กิ้ง และดิจิทัลแบงก์กิ้ง เข้ามาเป็นตัวช่วยให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงธนาคารได้ง่าย ทั่วถึง และรวดเร็วขึ้น
สำหรับการพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้งของประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประชาชนมีความคุ้นเคยและทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น โดยเฉพาะโมบายแบงก์กิ้ง เติบโตรวดเร็วมาก หลังจากเปิดให้บริการระบบพร้อมเพย์ และธนาคารพาณิชย์ต่างลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับกลาง ซึ่งไม่เท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีการแข่งขันเรื่องการใช้ข้อมูล และการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าโดยประเทศไทยยังเน้นเรื่องผลิตภัณฑ์กับฟีเจอร์ ทำให้บริการหลักเป็นเรื่องรับเงิน จ่ายเงิน โอนเงิน และ ถอนเงินเป็นต้น
“ในปัจจุบัน การแข่งขันของดิจิทัลแบงก์กิ้ง หรือโมบายแบงก์กิ้งในไทยค่อนข้างตื่นตัว แม้จะยังไปไม่ถึงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Personalize) และดิจิทัลเซลส์(Digital Sale)ต้องคิดว่าจะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างไร ซึ่งแอปพลิเคชั่นของแต่ละแบงก์ตอนนี้ยังให้บริการที่คล้ายๆ กัน เน้นเรื่องฟีเจอร์เป็นหลักยังไปไม่ถึงการสร้างความสัมพันธ์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงสร้างปฏิกิริยาตอบโต้กับลูกค้าได้ อย่างเช่นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วนำมาใช้”
ดร.เบญจรงค์ กล่าวถึงแนวทางพัฒนาระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งของ ME by TMB ว่าลูกค้า ME เป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้ง และอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งอยู่แล้ว ซึ่งธนาคารก็จะเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ME by TMB มากขึ้น และนำข้อมูลการใช้บริการของลูกค้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการ หรือ Personalize และในที่สุดจะก้าวสู่ดิจิทัล เอ็กซ์พีเรียนซ์(Digital Experience) โดยศึกษาข้อมูลจากพฤติกรรมของลูกค้า และเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าอย่างตรงจุดมากขึ้น โดยไม่ต้องมีพื้นฐานของสาขาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
ในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในขั้นตอนการแสดงพิสูจน์ตัวตน (Electronic Know Your Customer : E-KYC) มาให้บริการสำหรับการเปิดบัญชี ME ซึ่งเฟสแรกลูกค้าสามารถเปิดบัญชี ME SAVE ได้ด้วยพาสปอร์ต และใช้ได้กับสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์(android)ที่มีฟังก์ชั่น NFC ก่อนเท่านั้น และเฟสสองภายในปี2561จะสามารถใช้ได้ทั้งพาสปอร์ต และบัตรประชาชน ผ่านสมาร์ทโฟนทั้งระบบ android และ iOS
“การใช้ E-KYC เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้นในการเปิดบัญชี สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องกรอกข้อมูลมากมายให้ยุ่งยาก และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขาเพื่อยืนยันตัวตนเหมือนเดิมอีกต่อไป รวมทั้งมีความปลอดภัยเพราะมีการยืนยันความเป็นตัวตนด้วยตนเอง ช่วยป้องกันการปลอมแปลงหรือสวมสิทธิ์การเปิดบัญชี”
ขณะเดียวกันในส่วนของธนาคารก็จะช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการยืนยันตัวตนของลูกค้า สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และธนาคารเข้าด้วยกัน และช่วยลดต้นทุนการทำงานด้านต่างๆ ของธนาคาร ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น แล้วแปลงคืนกลับมาเป็นผลตอบแทนด้านดอกเบี้ยที่สูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไปได้ถึง 4.5 เท่า และบริการที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าด้วย ซึ่ง ME คาดว่าจะมีลูกค้าร้อยละ 25 ของเป้าหมายลูกค้าใหม่ จะเริ่มหันมาใช้ทางเลือกการเปิดบัญชีผ่านทาง online โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบAndroid และมีฟังก์ชั่นNFCในช่วง 3 เดือนหลัง (ต.ค.-ธ.ค. 61)
ดร.เบญจรงค์ กล่าวต่อว่า ระบบE-KYC ของME by TMB ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย และมีความต่อเนื่องไปกับการใช้งานบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด“ทำเองได้มากกว่า” ซึ่งก่อนการนำเทคโนโลยีมาใช้ ก็ได้มีการทดสอบหลายครั้งในหลายรูปแบบ และมีผลลัพธ์ที่ดีมาก มีความเที่ยงตรงและมีประสิทธิภาพที่สูง รวมทั้งกระบวนการทั้งหมดยังมีการควบคุมความปลอดภัยมากกว่า 3 ชั้น ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลว่าออกโดยกรมการกงศุล การสแกนใบหน้าด้วยเทคโนโลยีใหม่HD Face Liveness Detection เพื่อเปรียบเทียบภาพถ่าย และการตรวจสอบข้อมูลจากบัตรประชาชนแบบ real-time ทำให้ทราบถึงสถานะปัจจุบันของข้อมูลโดยทั้งหมดจะอยู่ในขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบ E-KYC ที่ใช้เวลาทั้งหมดเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น
นอกเหนือจากการพัฒนาการใช้งาน E-KYC เพื่อการเปิดบัญชีแล้ว ธนาคารฯยังมีแผนจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาทดแทนการให้บริการอื่นๆ เช่นการบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว หรือแม้แต่การทำธุรกรรมผ่านช่องทางต่างๆ ที่สามารถใช้ E-KYC มาช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งความแตกต่างของ ME กับแบงก์ดิจิทัลทั่วไป คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ จากดิจิทัล Process Bank ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงวิธีการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถทำทุกอย่างบนแพลทฟอร์มที่เป็นดิจิทัลโดยไม่ใช่แค่การนำระบบที่สาขา (Physical) มาไว้ในแอปพลิเคชั่น หรือออนไลน์ เพื่อนำไปสู่“ดิจิทัล เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Digital Experience) อย่างแท้จริง