บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) พร้อมยกระดับการทำงาน มุ่งสู่ Professional Healthcare Community และประกาศแผนขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรกหรือไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 180,000,000 หุ้นและอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกิน 20,000,000 หุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตั้งเป้าระดมทุนสนับสนุนการก่อสร้างอาคารใหม่และการปรับปรุงอาคารปัจจุบันและการก่อสร้างสถานที่สำหรับพนักงานและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับการขยายตัวของดีมานด์และเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้เข้าใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยได้จัดงานบรรยายสรุปข้อมูลสำคัญในการเสนอขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ให้กับนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถเปิดให้จองซื้อหุ้นได้ในวันที่ 16 - 19 ตุลาคมนี้ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส
4 ปีนี้
นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรงพยาบาล พระรามเก้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดเวลากว่า 26 ปีของการดำเนินธุรกิจและให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยในระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) หรือการรักษาโรคซับซ้อนโรงพยาบาลพระรามเก้ามุ่งคำนึงถึงคุณภาพของบริการความปลอดภัยและความคุ้มค่าสำหรับผู้เข้ารับบริการเป็นอันดับแรกเสมอมาโดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลฯ เล็งเห็นทิศทางการเติบโตของความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัยเช่น การก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ประเมินว่า ในปี 2563 จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 19.1 และในปี 2583 ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง
ร้อยละ 32.1 นอกจากนี้ ความนิยมในบริการด้านสุขภาพของประเทศไทยจากชาวต่างชาติ และการผลักดันของภาครัฐ เพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็น Medical Hub ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลอีกด้วย”
“จากจุดแข็งของโรงพยาบาล ได้แก่ ความสามารถในการรักษาโรคซับซ้อนด้วยทีมแพทย์และบุคคลากร
สหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์และอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย บริการที่มีความคุ้มค่า (Value for Money) และมีความเป็นมิตรที่ทำให้โรงพยาบาลฯ มีฐานผู้ใช้บริการที่เหนียวแน่นเสมอมา และที่ตั้งในทำเลที่มีศักยภาพในพื้นที่ New CBD (New Central Business District) อย่างเขตห้วยขวางและบริเวณโดยรอบ ซึ่งมีการขยายตัวของชุมชนเมืองทั้งจากประชากรที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ และความเชื่อมั่นในบริการคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ซึ่งได้รับการรับรองจาก Joint Commission International ประเทศสหรัฐอเมริกา (JCI) โรงพยาบาลพระรามเก้ามั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่เข้มแข็งและขยายฐานผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายแพทย์เสถียรกล่าวเสริม
โรงพยาบาลพระรามเก้ายังมีการเสริมจุดแข็งทางธุรกิจด้วยกลยุทธ์การแข่งขันสำคัญ เพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจและการขยายฐานลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
− การขยายเครือข่ายพันธมิตรและความร่วมมือทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้ใช้บริการใหม่ๆ โดยปัจจุบันโรงพยาบาลพระรามเก้ามีโรงพยาบาลพันธมิตรทั้งหมด 9 แห่งในจังหวัดสำคัญของประเทศ ซึ่งจะทำการส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนไตมายังโรงพยาบาลพระรามเก้า
− การเพิ่มกลุ่มลูกค้าคู่สัญญาองค์กร ด้วยการตลาดเชิงรุกกับบริษัทประกันและบริษัทต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงสถานที่ตั้งโรงพยาบาล
− การขยายฐานผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรและกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย (Expatriate) โดยมีชาวเมียนมาร์ จีน ญี่ปุ่นและกัมพูชาเป็นผู้ใช้บริการชาวต่างชาติหลักของโรงพยาบาล โรงพยาบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนจำนวนผู้เข้ารับบริการเป็นร้อยละ 15 ภายในปี 2565 โดยมีสถาบันทางการแพทย์และศูนย์การแพทย์ที่โดดเด่นกว่า 22 แห่ง และบริการทางการแพทย์ที่หลากหลายเป็นปัจจัยดึงดูด
การสร้างอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารปัจจุบัน โดยโรงพยาบาลทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาทเพื่อสร้างอาคารใหม่สูง 16 ชั้น ภายใต้แนวคิด Co-Healthy Space ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในปัจจุบัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการภายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 ด้านการปรับปรุงอาคารปัจจุบันจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคซับซ้อนและผู้ป่วยภาวะวิกฤติ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเตียงจดทะเบียนจาก 166 เตียงในปัจจุบัน เป็นประมาณ 313 เตียง ในปี 2565
การขยายพื้นที่การให้บริการครั้งนี้ ยังทำให้โรงพยาบาลสามารถขยายขอบเขตการให้บริการให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นในด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion & Wellness) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ทั้งกลุ่มที่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยมีบริการใหม่ๆ ที่เริ่มให้บริการแล้ว เช่น ศูนย์สุขภาพเส้นผม ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมความงาม ศูนย์รักษาอาการปวดและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจรที่พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพในทุกช่วงอายุ
เดินหน้าสู่การเป็นโรงพยาบาลดิจิตอล (Digital Hospital) ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับบริการทางการแพทย์และกระบวนการทำงานภายในโรงพยาบาล ทั้งการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการแพทย์และกระบวนการทำงานพร้อมทั้งอำนวยความสะดวก เพิ่มความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้รับบริการ โดยปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพเพื่อประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาในรูปแบบที่เรียกว่า “ดิจิตอลเฮลท์” (Digital Health) เช่น โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้ป่วย (Praram9 Patient Mobile Application) ห้องระบบศูนย์บัญชาการควบคุม (Command Center) อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถใส่ติดตัว (Medical Wearable Device) รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องสุขภาพและการรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ระยะไกล (Telemedicine)
มุ่งเน้นการตลาดเชิงรุกและการปรับภาพลักษณ์องค์กรเพื่อดำเนินธุรกิจในฐานะ Professional Healthcare Community หรือ ศูนย์รวมด้านการดูแลสุขภาพที่ทันสมัยได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ที่มอบบริการการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลแบบองค์รวมอย่างเต็มรูปแบบและไร้รอยต่อในทุกขั้นตอน
เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ สำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพใจกลางเมือง ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของทุกคน โดยใช้การสื่อสารและการตลาดอย่างรอบด้านเพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมกับโรงพยาบาล
ชูศักยภาพของโรงพยาบาล ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ต่อประชาชนทั่วไป แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความรักต่อองค์กรในกลุ่มบุคคลากรขอองค์กรด้วย