“มุมมองของผม ผ้าก็เหมือนอาหาร ถ้าเราปรุงอร่อย ใช้วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ พอเขากินอิ่ม เดี่ยวเขาก็ต้องกลับมากินอีก”
“สิ่งสำคัญที่สุด ที่ถือเป็นเคล็ดลับความสำเร็จในธุรกิจของเรา คือ การเข้าถึงลูกค้า ลงไปดูแลลูกค้า และสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราคือผ้ายืด ที่ทอออกมาแล้วมีการทดสอบสี และเปอร์เซ็นต์การยืดหยุ่นของผ้าที่ได้มาตราฐานสากล และเนื้อผ้ามีการสปริงตัวดี”
เมื่อถามถึงความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงาน และตั้งใจในการพัฒนาธุรกิจไปในทิศทางใด โจล่ง-เกรียงไกร เผยว่า “ผมต้องการให้ลูกค้าเมื่อนึกถึงผ้ายืดที่มีคุณภาพในเมืองไทย ต้องคิดถึง Rcknitwear ที่ผมทุ่มเทปลุกปั้นขึ้นมาและด้วยความรักในธุรกิจครับ”
แต่ในการบริหารงานก็มีปัญหารบกวนใจอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ที่พบไม่พ้นเรื่องของพนักงาน "พอเขาทอผ้าเป็นแล้วก็ลาออก แต่กว่าที่เราจะฝึกเขาจนเชี่ยวชาญ สามารถดูแลเครื่องทอผ้าได้ ต้องใช้เวลาและลำบากมาก” โจล่ง-เกรียงไกร ยอมรับว่าในการดำเนินธุรกิจหากเราต้องการที่จะเติบโตไปข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องพบอุปสรรคปัญหา จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเตือน สร้างแรงจูงใจ และให้กำลังใจตัวเอง เสมอ เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรค
“สำหรับผม แรงจูงใจ อันประเสริฐอย่างเดียวเลย คือ การคิดถึงแม่ คิดถึงวันที่แม่ร้องไห้เพราะไม่มีคนช่วยแม่ แค่นี้ผมก็ไม่กลัวอะไรแล้ว พร้อมเสียสละเพื่อครอบครัว เพื่อให้แม่และครอบครัวเรามีความสุข อุปสรรคปัญหาถึงจะใหญ่แค่ไหน ผมเชื่อว่าต้องข้ามผ่านมันไปได้ ทุกปัญหาจะต้องมีทางออก ผมพร้อมที่จะสู้กับมัน และจะไม่ยอมแพ้ เหมือนคำหนึ่งที่ผมชอบมาก และบอกตัวเองเสมอว่า เราจะไม่แพ้ ถ้าเราไม่ยอมแพ้”
แม้จะด้วยวัยเพียง 30 ปี แต่นักธุรกิจหนุ่มหล่อคนนี้ กลับมีความนิ่ง สุขุม และดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย นั่นเป็นเพราะการได้รับการฝึกฝนชีวิตให้มีความรับผิดชอบ และพานพบหลายประสบการณ์ ทั้งราบรื่น ขรุขระ ช่วงเวลาแห่งความสุข ช่วงเวลาความทุกข์ยากลำบาก หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต แต่สิ่งที่ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตจนเขาผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้ คืออะไร โจล่ง บอกว่า “ผมเชื่อว่าชีวิตคนเราทุกคน จริงๆ ไม่มีคำว่าล้มเหลวหรอกครับ มีแต่ล้มเลิก หากเราสู้และรักษาแพสชั่นหรือความปรารถนาเอาไว้ มันจะเป็นแรงผลักทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดนิ่ง ไม่ถอยหลัง หรือล้ม ผมเชื่อจริงๆ ว่า ถ้าเราตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด เราจะมีวันพรุ่งนี้ และวันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จแน่นอน”
ผู้บริหารหนุ่มคนขยัน ยังเผยด้วยว่า ในวันที่ธุรกิจไปได้สวย และมีเวลาแบ่งให้กับงานอดิเรกสานฝันในสิ่งที่อยากทำ แต่ในมุมหนึ่งก็อยากจะมีเวลามากขึ้น “ผมอยากมีเวลามากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เวลาพักผ่อนค่อนข้างน้อย ไหนจะต้องบริหารธุรกิจที่บ้าน ต้องออกไปพบลูกค้า และยังมีงานอดิเรกที่ชอบ ทำให้ผมมีเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัวค่อนข้างน้อย แต่ในบทบาทในการดูแลธุรกิจผมจะเข้มงวดกับตัวเองมากๆ ไม่เคยทิ้งหน้าที่หลักที่ต้องทำ และตั้งใจจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้น”