ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้น ก็ลองเปรียบเทียบสโมสรฟุตบอลเป็นเหมือนกับบริษัทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าแน่นอนว่า เมื่อเป็นบริษัทก็ต้องมีแบรนด์มีสินค้าเป็นของตัวเอง ก็ต้องเริ่มจากการลงทุนมองหานักเตะคุณภาพเข้ามาเป็น Product ชิ้นสำคัญในทีม ลงทุนในการพัฒนาสนามแข่งขันเพื่อให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากแฟนบอล ที่กำลังจะเข้ามาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงไปถึงอุปกรณ์กีฬาของที่ระลึกและเสื้อสโมสร
นั่นยังไม่นับรวมถึงอานิสงส์ของฟุตบอลไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆ อย่างพวกธุรกิจโรงแรมที่พักการจัดทัวร์แพ็กเกจการเดินทางไปเชียร์ทีมโปรดต่างจังหวัดที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและธุรกิจในท้องถิ่นอีกด้วย เห็นได้ชัดเจนว่าพัฒนาการของอุตสาหกรรมฟุตบอลทำให้เกิดผลกระทบทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เกิดการจ้างงานอาชีพใหม่ๆ ที่ส่งผ่านไปยังธุรกิจอื่นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
บรรดา Big Brand ต่างทุ่มเงินเข้าไปเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล ทีมอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ เรดดิ้ง หรือเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ต่างมีเจ้าของทีมเป็นกลุ่มทุนชาวไทย
เช่นเดียวกับสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีก ที่มีกลุ่มธุรกิจต่างๆ พาเหรดเข้ามาทำทีม อาทิ ค่ายสิงห์กับบางกอก กล๊าส หรือเอสซีจีกับเมืองทอง ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการมองถึงการใช้กีฬาฟุตบอลเข้ามาตอบโจทย์การก้าวออกไปทำตลาดต่างประเทศของตัวเอง ซึ่งการเติบโต และได้รับความนิยมในวงกว้างของไทยพรีเมียร์ลีก กลายเป็นที่สนใจ และถูกใช้ในการเป็นทั้งเวทีในการทำธุรกิจ และเป็นเครื่องมือในการทำตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ