ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ทีเอ็มบีต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้าโดยไม่ยึดติดกับการธนาคารในรูปแบบเดิมๆ โดยมั่นใจว่าการจับมือกับอีสท์สปริงจะส่งผลดีต่อลูกค้าทั้งของ ทีเอ็มบี และ บลจ.ทหารไทย เนื่องจากอีสท์สปริงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์ในระดับโลกและในหลายมิติของการลงทุน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของบลจ.ทหารไทย และตอกย้ำกลยุทธ์การให้บริการด้านกองทุนรวม หรือ ‘TMB Open Architecture’ ของทีเอ็มบี โดยลูกค้าของธนาคารจะได้รับบริการด้านการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญในระดับโลก และสามารถเข้าถึงกองทุนรวมชั้นนำจากต่างประเทศที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้า ‘Get More’ หรือ ‘ได้มากกว่า’
ทั้งนี้ ทีเอ็มบีให้บริการ ‘TMB Open Architecture’ ให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์กองทุนรวมคุณภาพจากบลจ.ชั้นนำ ทั้งยังขยายความร่วมมือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคม บลจ.กรุงไทย เป็นบลจ.ล่าสุดที่เข้าร่วม TMB Open Architecture ทำให้ปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกลงทุนได้กับ 9 บลจ.ชั้นนำ ที่ทีเอ็มบี
ซึ่งกำไรพิเศษที่รับรู้เข้ามา ช่วยหนุนกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ งวด 9 เดือน เติบโต 76% มาอยู่ที่ 26,360 ล้านบาท ทีเอ็มบีจึงถือโอกาสเตรียมความพร้อมรับ IFRS9 ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ ผ่านการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ โดยในไตรมาส 3 ธนาคารตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 9,386 ล้านบาท รวม 9 เดือน ดำเนินการตั้งสำรองฯ ไปแล้วทั้งสิ้น 14,071 ล้านบาท หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ Coverage ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% จาก 143% ณ สิ้นปี 2560 ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพมีจำนวน 20,950 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 2.69%
ทั้งนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิ งวด 9 เดือน ปี 2561 อยู่ที่ 9,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จาก 6,429 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์ Basel III โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ที่ 17.7% และ 13.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 10.375% และ 7.875% ตามลำดับ”