ทางด้านสำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักๆของเรานั้น ก็จะเป็นคนจีนเป็นส่วนใหญ่เพราะเรามุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนก่อน แต่ถ้าจะพูดถึงช่วงอายุ ก็จะบอกว่ากว้างมาก เพราะผลไม้สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ก็คงบอกได้โดยรวมว่าเป็นกลุ่มที่ชอบทานผลไม้ไทยเป็นหลัก และที่สำคัญก็น่าจะพวกไปถึงกลุ่มคนรักสุขภาพ เช่นพวกมังสวิรัติ และกลุ่มวีแกนซ์ด้วยครับผม อีกทั้งเรายังนำลูกเล่นทางด้านแบรนดดิ้งมาช่วยคือ ตัวโลโก้ ที่เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย คือ ไอ้จุก ที่ใครเห็นก็ต้องจดจำได้แน่นอนว่ามาจากประเทศไทย และแสดงถึงความเป็นวัฒนธรรมของไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งตัวโลโก้เอง เราก็ได้ศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในขณะนี้ คือครูปาน สมนึก คลังนอก มาเป็นผู้ออกแบบให้ ก็จะสร้างความน่าสนใจให้แบรนด์ได้ครับ
สำหรับงบทางการตลาดเราได้วางไว้เบื้องต้นอยู่ที่ 5 ล้านบาท โดยจะครอบคลุมไปในส่วนของการโปรโมทผ่านสื่อต่างๆ การออกงานแฟร์ยังต่างประเทศ และผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆเราคาดหวังว่าจะโตขึ้นจากการลงทุน อยู่ที่15% ภายในสามเดือนครับ ทางด้านมาร์เกตแชร์นั้น สำหรับเราตอนนี้ถือว่าใหม่มากอาจจะยังเป็นเจ้าเล็กอยู่ในตลาดเพราะเพิ่งเริ่มต้น อีกทั้งตลาดส่งออกผลไม้ตอนนี้ถือว่าใหญ่มากอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี เราหวังได้แชร์แค่หนึ่งเปอร์เซนต์ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้วครับภายใน 2-3 ปีนี้
สำหรับการทำตลาดกับประเทศจีนนั้น เราถือว่ายังช่องทางยังไปได้สดใส เพราะมีการช่วยเหลือจากรัฐบาลรวมไปถึงคนจีนก็ตอบรับสินค้าจากไทยเป็นอย่างดี ปัญหาเท่าที่พบส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นเรื่องในการขอ อย.ของประเทศจีน รวมไปถึงพวกภาษีต่างๆ เพราะทางจีนค่อนข้างเข้มงวด เพราะถ้าไม่ผ่านก็มีสิทธิ์ที่โดนแคนเซิลได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าของเรามีคุณภาพ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง และเชื่อว่า เอสเอ็มอี แบรนด์ I-JOOK(ไอจุ่ก) ก็จะสามารถเติบโตต่อไปได้ในตลาดโลกต่อไปในอนาคต ” ธนรัตน์กล่าวทิ้งท้าย