ความสูสีของการแข่งขันอันเป็นผลจากการยกระดับคุณภาพของทีมด้วยเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะทีมระดับหัวแถวอย่าง แชมป์เก่า 2016 “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด รองแชมป์เก่า 2016 แบ็งค็อก ยูไนเต็ด “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีม 5 แชมป์ 2015 บางกอกกลาส “ราชันมังกร” ราชบุรี มิตรผล ตลอดจนเจ้าบุญทุ่มรายใหม่จากขุนเขาล้านนา “กว่างโซ้งมหาภัย” เชียงราย ยูไนเต็ด หรือกระทั่งน้องใหม่มาแรง “เทพอินทรี” อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ที่ใช้เงินทำทีมกัน 2-300 ล้านบาท/ทีม ตั้งแต่การเฟ้นหานักเตะซุปตาร์คุณภาพเข้าสู่ทีม การว่าจ้างทีมผู้ฝึกสอนระดับโปรไลเซ่น ( เกรดสูงสุด) ตลอดจนการบริหารจัดการทีมที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม สร้างปรากฏการณ์แฟนคลับในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ( T 1) ลีกฟุตบอลอาชีพสูงสุดของไทยสวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในนัดแรกของการแข่งขันฤดูกาล 2015 และ 2016 ที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังไม่หัวทิ่มหัวตำ จำนวนคนดูอยู่ที่ 50,000 คน และ 75,000 คน ทว่าในฤดูการแข่งขัน 2017 กลับปรากฏยอดคนดูในนัดแรกของฤดูกาลสูงถึง 90,000 คน เหลือไม่กี่พันคนก็แตะหลักแสน ในขณะที่ค่าตั๋วเข้าชมของทีมต่างๆ ในปีนี้ปรับเพิ่มจาก 100 บาท เป็น 150-200 บาท
เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเฉลี่ยคนดูกับ 4 ลีกใหญ่ของเอเชียตะวันออก นอกจากเจลีก ( ญี่ปุ่น ) ที่สูงไปแบบโดดๆ กว่า 12,000 คน / คู่ ปรากฏว่าจำนวนคนดูเฉลี่ยของไทยลีกในแต่ละคู่อยู่ในระดับไล่เลี่ยใกล้เคียงกับ เคลีก (เกาหลีใต้) และไชนีส ซูเปอร์ลีก (จีน) ซึ่งอยู่ในระดับ 6-7000 คน พอๆ กัน
ไม่น่าเชื่อ ! แต่ก็เป็นความจริงไปแล้วว่า ทีมในอันดับท้ายตารางที่ผลการแข่งขันยังไม่สบอารมณ์โก๋อย่าง “กูปรีอันตราย” ศรีสะเกษ เอฟซี ที่ใช้เงินทำทีมประมาณ 7- 80 ล้านบาท กลายเป็นทีมที่มีอัตราเฉลี่ยคนดูในการเล่นเป็นเจ้าบ้าน ( Home) 3 นัดที่ผ่านมา สูงถึง 8-9,000 คน หรือประมาณ 85% ของความจุสนามนครศรีลำดวน ประมาณ 12,000 ที่นั่ง และเมื่อออกไปเล่นเป็นทีมเยือน ยังมีแฟนคลับที่เรียกกลุ่มตัวเอง “กูปรีพลัดถิ่น” ตามให้กำลังใจนัดหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า 1,500-2,000 คน