คุณอ้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงแบรนด์ที่เข้าใจวัฒนธรรมแล้วนำมาปรับใช้กับการตลาด คือ ชาเขียว โออิชิ กับแคมเปญ ไปแต่ตัว ทัวร์ยกแก๊งกับโออิชิ
โออิชิใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมของคนไทยที่ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว แต่ชอบทำอะไรเป็นกลุ่ม การออกแคมเปญไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งกับโออิชิจึงประสบความสำเร็จอย่างมากในปีแรกที่จัด เพราะผู้โชคดีสามารถชวนเพื่อน ครอบครัว หรือไปทั้งหมู่บ้านพร้อมๆ กัน นับเป็นแทคติคที่เข้าใจวัฒนธรรมของคนไทยอย่างแท้จริง”
สุดท้ายคุณอ้อมยังฝากข้อคิดไว้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับแบรนด์ไม่ว่าจะด้วยความไม่เข้าใจวัฒนธรรมหรือเรื่องใดๆ ก็ตาม วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่คำขอโทษ แต่ต้องมี Action Plan ให้เห็นว่าจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ต่อ และก็ไม่ใช่แค่ Action Plan แต่ต้องเกิดการกระทำจริงๆ เพราะวันนี้สังคมค่อยๆ กระชับกรอบพื้นที่เข้ามาให้แบรนด์แสดงความจริงใจที่มากกว่าคำว่าขอโทษเมื่อทำอะไรที่ผิดพลาดไป
อย่างมีเหตุการณ์หนูวิ่งภายในชั้นวางสินค้าประเภทโดนัทของร้านสะดวกซื้อ ก็ไม่ใช่แค่คำขอโทษ แต่ร้านนั้นก็มีการสั่งปิดและทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด เพื่อแสดงความจริงใจ”
ในกรณีของความผิดพลาดด้านวัฒนธรรมอาจจะเป็นเรื่องที่หนักกว่าเพราะอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ DNA ของคน บทเรียนมีไว้ให้เรียนรู้ สิ่งที่ดีนำมาปรับใช้ สิ่งที่ผิดพลาดนำไปแก้ไขและพัฒนา
อย่ามองว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องเล็ก เพราะเรื่องเล็กนี้อาจจะทำให้แบรนด์ของคุณล้มได้ แต่หากเข้าใจมันกราฟชีวิตของแบรนด์ก็จะพุ่งแบบไม่รู้ตัว
วันนี้ผู้บริโภคไม่ต้องการแค่คำขอโทษ และไม่ให้อภัยง่ายๆ สองวลีสั้นๆ ที่จะทำให้แบรนด์ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ทำไมต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม”
แล้วพบกันใหม่ Marketing You Know?