RDG (Rabbit Digital Group) คือดิจิทัลเอเจนซีแบบ Full Service ที่ทำงานครอบคลุมหลายกลุ่มธุรกิจทางดิจิทัล ผ่านบริษัทลูกหลายบริษัทที่มีทั้งงานสายโฆษณา งานคอนเทนต์พีอาร์ งานพัฒนาแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ รวมถึงคอนเทนต์ออนไลน์หลากประเภท ล่าสุดทางเครือ RDG ก็ได้เปิดตัว Alchemist บริษัทใหม่ที่รองรับธุรกิจมาร์เก็ตติงในยุคดิจิทัลนี้โดยเฉพาะ โดยจะใช้แนวคิดที่เรียกว่า Data Activation ที่นำข้อมูลมาผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีและครีเอทีฟก่อนจะส่งออกไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างตรงเป้าหมายตามไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลของแต่ละคน
ด้วยวิสัยทัศน์ของ คุณเต่า-ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ Managing Director หนุ่มหน้าใหม่ แต่ประสบการณ์ในสายงานไม่ใหม่ เพราะคุณเต่าคร่ำหวอดอยู่ในวงการมาร์เก็ตติงที่ข้องเกี่ยวกับการวางแผนทางการตลาดมาตลอด 10 ปี คุณเต่ามองว่าการทำงานของ Alchemist แม้จะมี Data หรือข้อมูลเป็นตัวตั้ง แต่ต้องทำงานด้วยหลักทางการตลาด ที่พึ่งพาเทคโนโลยี และสื่อสารออกไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จึงจะสัมฤทธิ์ผลสูงสุด เราอยากชวนคุณเต่าเล่าเรื่องความเชื่อในพลังของคำถาม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้ข้อมูลกลายเป็นสารที่ทรงพลัง
เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทขึ้นจากคำถาม
“เรามองว่าทุกบริษัทมี Data แต่เรามักจะไม่สามารถดึงคุณค่าที่อยู่ในตัว Data เหล่านั้นออกมาใช้ได้เต็มที่” คุณเต่าบอก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่การเริ่มงานทางการตลาดมักตั้งต้นด้วยข้อมูลและคำถาม แต่คำถามที่สำคัญก็คือเราใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่าหรือยัง? นั่นทำให้คุณเต่ามองว่านอกจากการมีข้อมูลเยอะ ๆ ตามแนวคิด Big Data ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกอยู่นั้น การนำข้อมูลมาประมวลผลและใช้ให้ตรงจุดก็ทำให้การทำมาร์เก็ตติงมีประสิทธิภาพได้เหมือนกัน หรืออาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเสียด้วยซ้ำ และนั่นทำให้คุณเต่าผุดแนวคิด Data Activation ขึ้นมา ซึ่งมองว่าข้อมูลที่มีอาจจะไม่ต้องมากมาย แต่ควรวางกลยุทธ์เพื่อเก็บข้อมูลอย่างมีระบบ ก่อนจะนำมาวิเคราะห์หาคุณค่าจากข้อมูล แล้วสร้างใช้เทคโนโลยี สร้างเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมใส่ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย
ซึ่งน่าสนใจตรงที่สายงานทั้ง 3 ขาที่อยู่ล้อมรอบปัจจัยหลักคือข้อมูลนั้นล้วนแล้วแต่มีอยู่ในตัวของคุณเต่าทั้งหมด
“ผมมองว่าทั้ง 3 ขาของ Alchemist ล้วนอยู่ในตัวของเราหมดเลย ทั้งมาร์เก็ตติง เทคโนโลยี และครีเอทีฟ เพราะเราก็ทำงานวางกลยุทธ์ แต่ก็ยังสนใจเทคโนโลยี แล้วยังได้ทำงานฝั่งมาร์เก็ตติงครีเอทีฟด้วย” คุณเต่าตอบเมื่อเราถามว่าคุณเต่านิยามตัวเองว่าเป็นคนมาร์เก็ตติง คนเทคโนโลยี หรือว่าคนครีเอทีฟมากกว่ากัน “สำหรับผมแล้วคำถามนี้เลยตอบยากมาก แต่ถ้าจะเอาคำตอบจริง ๆ บุคลิกผมเอียงมาทางงานกลยุทธ์การตลาดมากที่สุด เพราะทำงานนี้มาตลอดตั้งแต่เรียนจบ” คุณเต่าพูดถึงประสบการณ์ทำงานเป็น Strategist ของ Global Business Development ในธุรกิจเซรามิค และตำแหน่ง Marketing Executive ในธุรกิจปูนซิเมนต์ ที่เขาทำมาถึง 10 ปี รวมถึงการเรียนจบ MBA มาจาก INSEAD ซึ่งเป็นหนึ่งใน Business School ชั้นนำของโลก ณ เมืองฟงแตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ที่นอกจากจะได้ความรู้ในตลอดช่วงเวลา 2 ปีแล้ว เขายังนำประสบการณ์สนุก ๆ จากฝรั่งเศสมาถ่ายทอดให้คนได้อ่านในหนังสือ Bon En France (บอง ออง ฟรองซ์) ที่ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของสำนักพิมพ์อะบุ๊กอีกด้วย
บล็อกเกอร์ นักชิม นักเดินทาง นักเขียนเบสต์เซลเลอร์
นอกจากเราจะรู้จักคุณเต่า ไชยณัฐ ในฐานะ Managing Director ของ Alchemist แล้ว อีกสถานะของคุณเต่าที่นักอ่านหลายคนรู้จักกันดีคือการเป็นนักเขียนฝีมือดีในนามปากกา ‘บองเต่า’ ชื่อที่เขาได้มาจากการไปทำงานที่กัมพูชาอยู่หลายปี ซึ่งเรื่องราวตรงนี้ก็ถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือขายดีอีกเล่มที่ชื่อว่า Bon En Khmer (บอง ออง แขมร์) “บอง” ในภาษาเขมร แปลว่า “พี่” และน้อง ๆ ในทีมที่นั่นเขาเรียกเราว่า ‘บองเต่า’ เราก็ชินกับชื่อนี้ เพราะอยู่ที่กัมพูชาตั้ง 2 ปี ก็เลยเอามาเป็นนามปากกาครับ” คุณเต่าบอก
บองเต่ามีผลงานเขียนกับสำนักพิมพ์อะบุ๊ก มา 4 เล่ม คือ เล็ทซึโก ซาราริมัง คอมิกเอสเสว่าด้วยชีวิตของชีวิตมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ Bon En France บันทึกประสบการณ์การใช้ชีวิตที่โรงเรียน MBA ระดับโลกในฝรั่งเศส Bon En Khmer บันทึกชีวิตพนักงานบริษัทจบใหม่ที่ต้องไปทำงานที่กัมพูชาถึง 2 ปี และ Bon En Voyage แรดรอบโลก บันทึกการเดินทางหลายทริปของบองเต่าตั้งแต่นิวยอร์ก แอฟริกา ยันเกาะโบราโบรา ด้วยสำนวนการเขียนที่สนุก ข้อมูลน่าสนใจที่เขาสอดแทรกเล่ามาในเล่ม ทำให้หนังสือของบองเต่าทุกเล่มล้วนติดอันดับหนังสือขายดีทั้งสิ้น
แม้จะว่างเว้นจากการออกพ็อกเก็ตบุ๊กมา 2 ปีแล้ว แต่คุณเต่าก็ยังเขียนบล็อกเล่าเรื่องที่เขาสนใจไว้ที่บล็อกส่วนตัวและแฟนเพจ Bongtao ที่หากใครแวะเข้าไปก็จะเห็นบทความมากมายที่ว่าด้วยเรื่องกินและเที่ยวอย่างมีสไตล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายในฐานะนักเล่าเรื่องของคุณเต่าเอง
ความ geek แบบบองเต่า
นักอ่านหลายคนที่ติดตามงานเขียนของบองเต่า จะชอบใจในความ ‘geek’ ของบองเต่า ที่มักจะพาเขาไปในสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่ค่อยมีใครคุ้นเคย หรือไปเสาะหาร้านอาหารน่าสนใจ โดยเฉพาะร้านดาวมิชลินที่จองยากเข้าถึงยาก แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดน่าสนใจ ซึ่งเขามักจะนำสิ่งเหล่านี้มาเปิดหูเปิดตาคนอ่านเสมอ ๆ ในฐานะคนอ่าน เราจึงอยากรู้ว่าเขาเริ่มต้นแต่ละทริปอย่างไร
“ผมมักจะเริ่มที่เป้าหมายของทริปก่อน บางครั้งเราอยากไปทริปพักผ่อน บางครั้งเราอยากไปทริปเพื่อเห็นอะไรใหม่ ๆ จุดหมายก็จะต่างกัน” คุณเต่าเล่า “สำหรับผม มีอยู่สองเมืองที่การไปเที่ยวคือ Peace of mind ของผม นั่นคือโตเกียวกับปารีส ที่ผมชอบไปซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็ชอบความซ้ำที่คาดเดาได้ของมันนี่แหละ เพราะความสุขมันคือการที่เรารู้อยู่แล้วว่าจะเจออะไร ซึ่งมันก็จะมีบางครั้งที่เราอยากเที่ยวเพื่อความสงบ ความสบายใจ ไม่ได้อยากไปค้นหาอะไรใหม่เลย เราก็เดินอยู่บนถนนเส้นเดิมที่เราคุ้นเคย กินอาหารร้านเดิม ๆ ฟินเหมือนเดิม” คุณเต่าเล่า “แต่มันก็จะมีบางครั้งที่เราอยากไปเห็นอะไรใหม่ ๆ เช่น ล่าสุดคือผมเพิ่งไปฟิจิมา เพราะอยากรู้ว่าทะเลแปซิฟิกใต้มันเป็นยังไง คนที่นั่นเป็นแบบไหน แล้วก็อยากรู้ว่าน้ำขวดยี่ห้อฟิจิที่เราเคยเห็นกันมาตั้งนานมันมีขายที่ฟิจิจริง ๆ หรือเปล่า ซึ่งก็สรุปว่ามีจริง ๆ”
หลังจากรู้แล้วว่าจะไปเที่ยวแบบสบายๆ หรือเสาะหาของใหม่ คุณเต่าก็จะกลับมาเริ่มต้นที่ข้อมูลเสมอ “ผมสนุกสนานกับการหาข้อมูลนะ ผมมองว่าความสนุกของการไปเที่ยวเนี่ย ครึ่งหนึ่งอยู่ที่การเตรียมตัว หาข้อมูล สมมติผมไปญี่ปุ่น เวลาหาร้านใหม่ๆ สักร้าน เราก็จะเลือกดูว่าร้านที่จะไปเป็นร้านแบบไหน มีร้านอะไรใหม่ ๆ บ้าง ผมนั่งศึกษาเยอะมาก ซึ่งบางครั้งสุดท้ายอาจจะไม่ได้ไปกินจริงๆ เพราะ ร้านอาหารบางร้านที่ญี่ปุ่น มีธรรมเนียมการจองที่นั่งที่เป็นเอกลักษณ์มาก เช่น ต้องให้ลูกค้าเก่าของร้านแนะนำเราเข้าไปเท่านั้นถึงจะรับจอง เป็นต้น ถ้าเจอแบบนี้โอกาสที่จะได้ไปกินคือแทบเป็นศูนย์เลย แต่การได้เรียนรู้ข้อมูลว่าโลกเรามีอะไรแบบนี้อยู่ก็สนุกมากแล้ว” ฟังดูเหมือนว่าการเที่ยวแบบคุณเต่าจะผสมข้อมูลความรู้เป็นน้ำจิ้มเพิ่มประสบการณ์ให้การเดินทางมีอรรถรสมากขึ้น