2. Full Service
ขยับมาที่รุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อยนั่นคือ ร้านกาแฟแบบ Full Service ที่จะมีขนาดร้านใหญ่กว่า มีพื้นที่นั่งมากกว่า จำนวนโต๊ะมากกว่า รวมไปถึงมีเมนูเครื่องดื่มและอาหารว่างที่หลากหลายกว่าด้วย
ร้านกาแฟแบบ Full Service นี้ก็ยังสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ แบบที่เป็น Chain Store และแบบ Independent
ตัวอย่างร้านกาแฟ Chain Store ที่เราคุ้นเคยก็เช่น Starbucks, Au Bon Pain, Coffee World, Cafe Amazon, Mezzo, True Coffee, Blue Cup, D’Oro, กาแฟดอยช้าง, กาแฟวาวี ฯลฯ
ส่วนร้านกาแฟแบบ Independent ก็คือร้านกาแฟทั่วไปที่ไม่มีสาขา ส่วนใหญ่มักจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ
ข้อดีของร้านกาแฟแบบ Full Service ก็คือ ขนาดของร้านที่กว้างขวางกว่า สามารถจัดรูปแบบร้านได้หลากหลายกว่า ดัดแปลงพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมได้มากกว่า บางร้านสามารถจัดแผนผังที่นั่งแยกเป็นส่วนของบริเวณนั่งรับประทานและห้องประชุมก็ยังทำได้
ร้านกาแฟประเภท Full Service นี้สามารถเลือกทำเลได้ทั้งแบบที่เป็นสแตนอโลน, ในอาคารสำนักงาน, ศูนย์การค้า หรือแม้กระทั่งในสถานบริการน้ำมัน ขอเพียงในบริเวณนั้นมีทราฟฟิคที่หนาแน่นเป็นพอ
ส่วนข้อจำกัดของ Full Service ก็คือ ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนที่มากกว่า ต้องมีกระแสเงินหมุนเวียนที่มากกว่า รวมไปถึงต้องใช้พนักงานมากกว่าด้วย
ร้านกาแฟแบบ Full Service นี้ กลุ่มเป้าหมายหลักของร้านจะเริ่มรู้จักประเภทของกาแฟและเครื่องดื่มมากขึ้น มีเครื่องดื่มที่ใช้กาแฟเป็น Base ที่ได้รับความนิยมมากมาย อาทิ Americano, Mocha, Cappuccino, Latte, Macchiato ฯลฯ หลายแบรนด์ก็มีการใช้ชื่อเรียกเฉพาะของตัวเองจนเป็น Signature ก็มีมากมาย
ปัจจุบันนี้ ร้านกาแฟแบบ Full Service กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหลายแบรนด์ที่เป็น Chain Store เลือกใช้วิธีการขยายสาขาแบบแฟรนไชส์ ทำให้สามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว คนที่มีเงินทุนแต่ขาด Know How ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างไม่ยาก เพราะแต่ละแบรนด์มีโซลูชั่นในการบริหารร้านตั้งแต่การตกแต่งร้าน, การบริหารสต๊อก, การเทรนพนักงาน, ระบบบริหารงานบัญชีไว้พร้อมแล้วนั่นเอง
ตัวอย่างร้านกาแฟที่นำเอาระบบแฟรนไชส์ หรือขายไลเซนซีมาใช้ เช่น Coffee World, Cafe Amazon, Mezzo, True Coffee, Blue Cup, D’Oro, Rabb Coffee ฯลฯ
ส่วนจะเลือกทำเองหรือจะเลือกจับมือถือแขนกับแบรนด์ไหนนั้น ก็ต้องมานั่งคำนวณอีกทีว่าตัวเองมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน และทำเลที่จะเลือกเปิดนั้นสามารถตั้งราคาขายตาม Positioning และ Brand Value ของแฟรนไชส์ที่เลือกอย่างไร