แรกเริ่มเดิมทีร้านกาแฟส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะชูจุดขายในเรื่องของ Fresh หรือเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นเป็นหลัก เพราะกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ครั้นพอตลาดกาแฟมีการแข่งขันมากขึ้น ตลาดก็ค่อยๆ Educated มากขึ้นตาม
ทุกวันนี้ประเทศไทยมีบาริสต้าที่มีความรู้ในเรื่องกาแฟแบบลึกซึ้งจนสามารถสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับกาแฟไปยังผู้บริโภคมากมาย
การแข่งขันในตลาดร้านกาแฟจึงพัฒนาไปสู่การส่งมอบประสบการณ์หรือ Experience
จากจุดขายในเรื่อง Fresh ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนมาเป็น Aroma คือเป็นการดื่มกาแฟเพื่อความเพลิดเพลิน
ใน Stage นี้เราจะได้ยินผู้บริโภคสั่งเครื่องดื่มกาแฟที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
Americano, Mocha, Cappuccino, Latte, Macchiato ฯลฯ หลายแบรนด์ก็มีการตั้งชื่อเมนูเฉพาะของตัวเองจนเป็น Signature ไป
ส่วนวิธีการชงกาแฟก็มีให้เลือกมากมายตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Drip, Siphon Cold Brew ฯลฯ ซึ่งแต่ละวิธีการชงย่อมได้ Aroma ได้ Body ที่แตกต่างกัน
ทางด้านเมล็ดกาแฟที่มีจำหน่ายก็มีความหลากหลายมากขึ้นตามความนิยม จนกลายเป็นเทรนด์ที่เรียกว่า Specialty Coffee และแพร่หลายอย่างมากในประเทศไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
แต่ทุกวันนี้ในหลายเมืองใหญ่ของโลก เทรนด์ร้านกาแฟกำลังเดินทางไปสู่คำว่า Mixologist
Mixologist มีต้นกำเนิดมาจากร้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พัฒนาวิธีการผสมเครื่องดื่ม Cocktail ให้มีความน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น มีการเพิ่มเทคนิคในการนำเสนอให้น่าตื่นตาตื่นใจจนเกือบจะกลายเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์
สำหรับร้านกาแฟแบบ Mixologist นี้เพิ่งจะมานิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นร้าน Specialty Coffee ที่นำมาวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการทำกาแฟ Nitro Cold Brew ที่ทำออกมาให้มีสัมผัสที่เหมือนดื่มเบียร์จนเชนร้านกาแฟต้องมีการปรับตัวตาม