จากรายงานพบว่าผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ (69%) ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ตามด้วย 'ความสะดวกสบาย' (20%) และ 'ความชอบเฉพาะบุคคล' (11%) นอกจากนี้ยังพบว่าธุรกิจในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (40%) ได้ประสบกับความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการขโมยบัญชีใช้งานและเปิดบัญชีปลอม จากผลการสำรวจพบว่า 66% ของผู้บริโภคในประเทศไทยรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลในสังคมดิจิทัลของตัวเองแลกกับความสะดวกสบายนั้นถือเป็นเรื่องส่วนตัว โดยที่พบว่า 63% ของธุรกิจในประเทศไทยเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์หรือเพื่อใช้ในการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น
มิสเตอร์เดฟ ดิมาน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่ บริษัท
เอ็กซพีเรียน กล่าวว่า “ด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภคที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีมากขึ้นนั้น จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นด้วยความปลอดภัยและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก” และกล่าวเสริมว่า“ผู้บริหารในองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งต้องลงทุนในเรื่องของการตรวจสอบตัวตนและความสามารถในการจัดการการทุจริต เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”
ข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมีมูลค่าถึงหนึ่งในสี่ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในปี 2570 และข้อมูลจากการวิจัยของกูเกิล-เทมาเสคในรายงาน e-Conomy SEA 2018 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยนั้นได้รับการผลักดันด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ รวมถึงจำนวนประชากรออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีอัตราเฉลี่ยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 5 ชั่วโมงต่อวันผ่านทางอุปกรณ์มือถือ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเฉลี่ยที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก
ในขณะที่วิธีการรักษาความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในองค์กรนั้นยังคงเป็นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่และโซลูชั่นพิสูจน์ตัวตนที่ล้ำสมัย ยกตัวอย่างเช่นระบบตรวจสอบตัวตนชีวมิติ (biometrics) ทั้งลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางพฤติกรรมแบบที่ผู้ใช้คุ้นเคยของธนาคารในประเทศไทยซึ่งมีมาตรฐานในระดุบที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค 84% ของผู้บริโภคชาวไทยเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยแบบระบบตรวจสอบชีวมิติทางกายภาพ (physical biometrics)ของธนาคารออนไลน์ว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ในขณะที่ 80% ระบุว่ามีความเชื่อมั่นสูงต่อระบบการตรวจสอบทางชีวมิติแบบลักษณะทางพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง1 (behavioural biometrics)
มิสเตอร์เดฟ กล่าวว่า “ผู้บริโภคมองหาองค์กรหรือธุรกิจ ที่ยกระดับมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและระบบป้องกันในการติดต่อสื่อสารบนดิจิทัล และพวกเขากำลังมองหาวิธีการที่ง่ายขึ้น วิธีการหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภคคือการพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพซึ่งเพิ่มความเร็วและลดความซับซ้อนของกระบวนการตรวจสอบตัวตนสำหรับผู้บริโภค“