“จิตรา” หนึ่งในทายาทของ “สวนพวงมณี” ตั้งอยู่ที่ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ต้นกำเนิดของทุเรียนสายพันธุ์พวงมณี ย้อนอดีตให้ฟังถึงที่มาของชื่อพวงมณี ปัจจุบันคุณแม่ หรือ “คุณยายมณี เฉลิมพงษ์” ผู้เป็นเจ้าของสวน ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่สวนแห่งนี้ และในวันนี้คุณยายมณีก็มีอายุถึง 90 ปีแล้ว แต่ยังคงแข็งแรงออกมาต้อนรับขับสู้ลูกค้าได้อย่างกระฉับกระเฉง
พี่จิตรา เล่าให้ฟังอีกว่า ครอบครัวของตนทำสวนทุเรียนที่ตกทอดกันมานับร้อยปี สมัยที่คุณแม่ยังสาวก็ได้รับมรดกเป็นที่ดินสวนทุเรียนจำนวน 20 ไร่ หลังจากที่แม่แต่งงานกับพ่อก็ได้ซื้อที่ดินที่เป็นแปลงติดกันกับสวนเดิมเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ และเป็น 5 ไร่ ที่มีต้นทุเรียนอีเนื้อแดงติดมาด้วย
อีเนื้อแดงในวันนั้น กลายมาเป็นพวงมณีในวันนี้ พร้อมมีรางวัลเป็นเครื่องการันตีจากกองประกวดอยู่บ่อยครั้ง ชื่อเสียงของพวงมณีจึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และทำให้เพื่อนบ้านไปจนถึงคนในท้องที่อื่นๆ เดินทางมาขอตอนกิ่งพันธุ์กันไม่ขาดสายจนเกิดการขยายพันธุ์ไปอย่างแพร่หลาย ซึ่งพวงมณีต้นแรกที่อยู่ในสวนแห่งนี้มีอายุเก่าแก่ร่วม 100 ปี เปรียบเสมือนต้นแม่ของสายพันธุ์พวงมณีที่มีอยู่ในท้องตลาด และทุกวันนี้ก็ยังผลิดอกออกผลให้ได้ลิ้มชิมรสกันอยู่ทุกปี
พวงมณี เป็นทุเรียนสายพันธุ์เล็ก น้ำหนักผลเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 – 2.5 กิโลกรัม ที่สวนพวงมณีเคยทำได้ใหญ่สุด 3 กิโลกรัม ผลมีลักษณะเป็นทรงรี ปลายผลแหลม ฐานผลป้าน หนามตรง ด้วยความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากชื่อเสียงที่ชวนให้ลิ้มลอง ส่งผลให้ราคาของพวงมณีขยับจากอดีตที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 27 - 30 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 200 – 300 บาท ในปัจจุบัน
“คนรู้จักพวงมณีมานานแล้ว ช่วงก่อนมีคนนิยมปลูกกันมาก แต่เพราะมีขนาดผลเล็กให้น้ำหนักเนื้อน้อยไม่เหมือนหมอนทอง คนจึงปลูกน้อยลง ซึ่งคนเริ่มกลับมารู้จักพวงมณีอีกครั้งก็ประมาณช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก หลังจากที่สวนพวงมณีเริ่มเปิดให้คนเข้าเที่ยวชมสวน และเปิดให้บริการบุฟเฟ่ต์ทุเรียนในช่วงหน้าทุเรียน”