หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 1990s แบรนด์ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกรณีศึกษาสุดคลาสสิกของการใช้กลยุทธ์ Cost Leadership ได้จนประสบความสำเร็จไปทั่วโลก คงจะหนีไม่พ้นชื่อของ Dell ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยโมเดลการขายแบบ make-to-order คือ การผลิตตามคำสั่งซื้อ ส่งผลให้ต้นทุนของ Dell ต่ำกว่าคู่แข่ง มีความได้เปรียบในแง่ของราคาที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันลูกค้าก็ได้รับสินค้าตามที่ตนเองต้องการ หมายถึงการสร้างความพึงพอใจสูงสุดได้จนทำให้ Dell ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือจะเป็นคอนเซ็ปต์ Everyday Low Price ของ Walmart ที่กลายมาเป็นพิมพ์เขียวของธุรกิจรีเทลทั่วโลกในเวลาต่อมา
หรือกระทั่งในรายของ Southwest Airlines นั้นเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความยั่งยืนไปพร้อมๆ กับรักษาความได้เปรียบทางด้านต้นทุน เพราะสายการบินโลวคอสท์รายนี้ เลือกที่จะเป็นผู้นำด้านต้นทุน ด้วยศาสตร์ของการรักษาความเรียบง่าย (Keep it simple) โดย Southwest Airlines เลือกที่จะตัดต้นทุนการดำเนินงานให้ต่ำกว่าสายการบินทั่วไป ด้วยการเลือกบินด้วย Boeing 737 เท่านั้น วางเส้นทางการเดินทางแบบ Point-to-point และสร้างความยั่งยืนในการแข่งขันของแบรนด์ Low Cost ด้วยกลยุทธ์การสร้างความพรีเมี่ยมให้กับบริการลูกค้า เช่น การไม่มีที่นั่ง First-class หรือการไม่เปิดให้จองที่นั่งได้ก่อน ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องรอคิวผู้โดยสารแต่ละชั้นที่นั่ง เพื่อจะได้ขึ้นเครื่อง เป็นต้น
ทว่าคลื่นลูกใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุนในศตวรรษที่ 20 ล้วนมีแนวคิดที่น่าสนใจในการสร้างความเติบโต ตัวอย่างเช่น IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่จากสวีเดน ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ด้วยการตัดสินใจเลือกวางตำแหน่งทางกลยุทธ์ไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดย IKEA นั้นเลือกเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุน้อย (Young Furniture Buyers) ซึ่งต้องการสินค้าที่ดูดีมีสไตล์ แต่ราคาย่อมเยาว์ (want style at low cost) เมื่อเลือกทั้ง Target Customer และวางตำแหน่งของแบรนด์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว IKEA ก็เลือกที่จะดำเนินทุกๆ กิจกรรมตามแนวทางของกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุนที่ได้วางเอาไว้ ตั้งแต่รูปแบบการขายที่เรียกว่า Self-service model ภายในร้านที่จัดวางสินค้าไว้อย่างชัดเจน หาได้ง่าย หมายความว่า IKEA เลือกที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ยอมแลกการบริการของพนักงานขาย แล้วหันมาบริการตนเอง เพื่อให้ได้ราคาสินค้าที่ถูกกว่าเจ้าอื่น สินค้าเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ถูกดีไซน์ขึ้นมาให้มีต้นทุนต่ำ เป็นโมดูล่าร์และชิ้นส่วน พร้อมประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำเร็จตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
นอกจากนั้น ด้วยขนาดร้านที่ใหญ่เหมือนโกดังเก็บสินค้า IKEA ยังดิสเพลย์สินค้าทุกชิ้นที่ตนเองจำหน่ายไว้ในห้องจัดแสดงสินค้า ซึ่งมีบรรยากาศเหมือนห้องที่อยู่อาศัยได้จริง ส่งผลให้ลูกค้าจินตนาการตามได้ว่า พวกเขาอยากได้สินค้า IKEA ชิ้นใดและจะไปวางมันไว้ตรงไหน รวมทั้ง IKEA จะไม่คิดราคาเพิ่มสำหรับลูกค้าที่นำสินค้ากลับเอง และขายคานวางหลังคา (Roof Rack) โดยลูกค้าสามารถนำมาแลกเป็นเงินคืนได้ เมื่อกลับมาใช้บริการในครั้งต่อไป
ถึงแม้ว่า IKEA จะเดินหน้ากลยุทธ์ Cost Leadership อย่างเข้มข้น ด้วยการตัดทอนต้นทุนที่ไม่จำเป็นด้านการบริการออกไป แต่ IKEA กลับมีบริการพิเศษที่แตกต่างจากคู่แข่งขันในตลาดอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น บริการดูแลเด็ก (In-store child care) และการขยายเวลาให้บริการออกไปนานกว่าเจ้าอื่นๆ ซึ่งสาเหตุหลักของการให้บริการพิเศษเหล่านี้ เป็นเพราะความต้องการของลูกค้าล้วนๆ เนื่องจากทาร์เก็ตของ IKEA นั้นมีอายุน้อย ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย มีแนวโน้มว่าจะมีบุตร (แต่ไร้แววของการจ้างพี่เลี้ยง) ทำให้ IKEA จัดพื้นที่ Child Care เอาไว้ และเนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ IKEA ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ทำให้พวกเขามีเวลาการเลือกซื้อของแตกต่างไปจากแม่บ้านทั่วไป