ยักษ์อีคอมเมิร์ซ Alibaba สร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มี 5 ชั้นใกล้กับสำนักงานใหญ่ของบริษัทในจีน ที่เมืองหางโจว เรียกว่า "More Mall" มีพื้นที่ 40,000 ตารางเมตรและมีกำหนดจะเปิดในเดือนเมษายน 2018
นี่เป็นกระแสที่เชี่ยวกรากของรูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีกโลก ที่กำลังเกิดกับยักษ์อีคอมเมิร์ซของโลกหลายราย ยักษ์อีคอมเมิร์ซของโลกเหล่านั้นต่างเห็นความจำเป็นว่า การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายร้านค้า และห้างสรรพสินค้าทางกายภาพ เป็นห้างหรือร้านค้าจริงๆแบบดั้งเดิมที่สร้างจากอิฐและปูนซึ่งเรียกว่า brick-and-mortar เพื่อเสริมศักยภาพการบริการอีคอมเมิร์ซให้แข็งแกร่ง ;
- Amazon ได้ซื้อกิจการ Whole Foods Market ที่มีเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 430 แห่งในสหรัฐ ที่นอกจากจะนำสินค้าที่เป็นกลุ่มอาหารออร์แกนิคของ Whole Foods เข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซของตนแล้ว ยังใช้วางขายสินค้ารวมทั้งให้บริการลูกค้าที่สั่งสินค้าทางอีคอมเมิร์ซ และเริ่มวางสินค้าของตนในซูเปอร์มาร์เก็ตของ Whole Foods แล้ว เช่น วางขายลำโพงผู้ช่วยอัจฉริยะ Echo ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Alexa ใน Whole Foods และยังได้เริ่มทำโครงการคิออสค์ที่ให้บริการแบบเครื่องเวนดิ้งแมชชีนในย่านชุมชนใหญ่ๆในสหรัฐ เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับสินค้าหรือซื้อสินค้าบางประเภทที่มีในอีคอมเมิร์ซจากเครื่องนี้ได้ Amazon ยังทวนกระแสสร้างร้านหนังสือทางกายภาพแบบดั้งเดิม brick-and-mortar ซึ่งตามแผนงานจะสร้างมากกว่า 400 แห่งทั่วสหรัฐ
- JD.com ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอันดับสองในจีนรองจาก Alibaba ก็ทำในเรื่องการสร้างเครือข่ายค้าปลีกทางกายภาพแบบดั้งเดิมเช่นกัน โดยจับมือเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับ Walmart ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกทางกายภาพของสหรัฐและโลก เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ทางกายภาพแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า brick-and-mortar การจับมือครั้งนี้ทำให้ JD.com ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น การนำสินค้าจาก Walmart ที่มีจำนวนมากมาขายในจีน, ทำให้ JD.com มีเครือข่ายค้าปลีกแบบดั้งเดิมขนาดยักษ์ในสหรัฐเพราะ Walmart มีสาขามากถึง 4,672 แห่งในสหรัฐ สำหรับให้บริการสินค้าจากอีคอมเมิร์ซของตนแก่ลูกค้าในสหรัฐ และการที่ Walmart ยังมีเครือข่ายค้าปลีกของตนในประเทศอื่นๆรวมสหรัฐแล้วมี 28 ประเทศ รวมแล้วมีสาขารัานค้าปลีกแบบดั้งเดิมถึง 11,695 สาขาใน 28 ประเทศ เหล่านี้ทำให้ Walmart ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ JD.com ให้เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ขณะที่ Walmart เอง การที่เป็นพันธมิตรกับ JD.comช่วยให้การรุกเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตนมีประสิทธิภาพมากขึ้น สู้กับ Amazon และ Alibaba ได้อย่างแข็งแกร่ง ก่อนหน้านั้น Walmart ได้ซื้อกิจการ Jet.com ที่เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดกลางในสหรัฐ และต่อมา Walmart จับมือเป็นพันธมิตรกับ Google ร่วมมือกันในการต่อสู้ที่รุนแรงกับ Amazon ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้
Google Home ที่เป็นลำโพงผู้ช่วยอัจฉริยะของ Google สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากมายมหาศาลจาก Walmart ด้วยเสียงได้
- และสำหรับ Google ซึ่งมีธุรกิจ Google Express (บริการส่งของด่วนในสหรัฐวันเดียวถึงของ Google) การมีพันธมิตรเป็นธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Walmart จะทำให้มีการใช้บริการ Google Express เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล :
กลับมาที่ Alibaba ห้างสรรพสินค้าแบบดั่งเดิม More Mall นี้ บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร จะมีสินค้าจำนวนมากมหาศาลจากอีคอมเมิร์ซของ Alibaba รวมทั้งสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Taobao ที่มีสินค้าหลากหลาย มีสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น กระจกทดสอบการแต่งหน้าเสมือนจริงสำหรับทดสอบเครื่องสำอาง, ห้องฟิตติ้งเสมือนจริงสำหรับการทดสอบเครื่องแต่งกายที่ซื้อ ฯลฯ Alibaba ยังนำธุรกิจค้าปลีกที่เป็นร้านโชวห่วยออนไลน์ชื่อ Hema ของ Alibaba ที่ต่อมาได้เปิดเป็นร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม brick-and-mortar ในชื่อ Hema มารวมอยู่ใน More Mall นี้ด้วย
More Mall เป็นก้าวสำคัญในเป้าหมายของ Alibaba ในการผสมผสานการค้าปลีกแบบดิจิตอล(อีคอมเมิร์ซ) เข้ากับการค้าปลีกทางกายภาพแบบดั้งเดิม เข้ากับโลจิสติกส์และข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวิธีที่ผู้บริโภคซื้อสินค้า และอาจเป็นเหตุผลเดียวกับการที่ Amazon ซื้อ Whole Foods เพื่อรับข้อมูลของลูกค้าด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเข้าครอบงำอุตสาหกรรมโดยการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดหา และการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งด้วยราคาที่ต่ำลง
แน่นอนว่า Alibaba คงจะขยายเครือข่ายห้างสรรพสินค้าทางกายภาพต่อไปให้ครอบคลุมในจีน และในประเทศต่างๆทั่วโลกที่ Alibaba รุกเข้าไปทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อาจทำโดยการสร้างของตนเอง เข้าร่วมจับมือเป็นพันธมิตร หรือซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าทางกายภาพแบบดั้งเดิม เช่นที่ Amazon และ JD.com กำลังทำ
เมื่อรวมการเอาจริงกับการรุกเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ Walmart ที่ไม่ได้ทำแค่ในสหรัฐ แต่กำลังขยายไปทั่วโลกแล้ว นี่จะเปิดบทใหม่ของการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกของโลก ระหว่าง Amazon-Alibaba-Walmart+JD.com+Google ที่ต่างฝ่ายต่างก็มืศักยภาพมหาศาลพอๆกัน ในวันนี้ยากจะชี้ชัดจริงๆว่า ใครจะครองตลาดค้าปลีกมูลค่ามหาศาลของโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่ารวมสูงถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2019
Cr : engadget Via : Alibaba / yahoo finance / Walmart