ยิ่งเจริญ
การ Fight Back ของตลาดสด
หากย้อนไปดู การเกิดขึ้นของตลาดสดในบ้านเราแล้ว ตลาดสด เกิดขึ้นมาโดยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีไม่น้อยที่การพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมืองในอดีตจะมีการสร้างตลาดสดเพื่อเข้ามาเป็นแม่เหล็กส่วนหนึ่งของโครงการ ซึ่งคล้ายคลึงการสร้างโรงหนังสแตนอะโลนในอดีต ที่จะมีการสร้างอาคารพาณิชย์ล้อมรอบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินรอบข้าง
กรณีของตลาดยิ่งเจริญ ที่มีอายุยืนนานมาถึง 62 ปี คือตัวอย่างของการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ยิ่งเจริญมีการปรับตัวมาตลอด โดยในช่วง 10 ปีที่แล้ว มีความพยายามที่จะเติมเต็มแม็กเนต หรือร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างจากตลาดสดทั่วไป เพื่อดึงทราฟฟิกให้เข้ามาเดินในตลาด เพราะหากมองเข้ามาที่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายในตลาดแล้ว จะพบว่า 70 – 80% จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่เข้ามาซื้อเพื่อไปขายต่อ
ขณะที่ลูกค้าที่ซื้อไปบริโภคเองมีสัดส่วนอยู่แค่ 20 – 30% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่เข้ามาซื้อสินค้าไม่เกิน 10 โมงเช้า จึงมีการเติมเต็มร้านค้าที่ขายสินค้าไอที และที่เป็นเซอร์วิสอย่างธนาคารต่างๆ เข้าไป เพื่อที่จะดึงให้คนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้บริการในช่วงหลัง 10 โมงเช้า
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการปรับในส่วนของร้านอาหารให้ออกมาใกล้เคียง โดยยิ่งเจริญมีการมองถึงการพัฒนาร้านค้าต่างๆ ผ่านโรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อสอนการทำอาหารต่างๆ รวมถึงพัฒนาร้านค้าเพื่อต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพที่ดีขึ้น
การปรับตัวในครั้งนั้น ยังมีการมองถึงการตั้งบริษัทกลางขึ้นมาเพื่อจัดซื้อรวมให้กับร้านค้าในตลาด โดยมองถึงการช่วยลดต้นทุนเพื่อให้ร้านค้าในตลาดสามารถแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดในเรื่องของราคาได้
นั่นคือ การปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่การปรับตัวในครั้งใหม่นี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการมองว่า หลังรถไฟฟ้าที่ผ่านหน้าตลาดสร้างเสร็จ จะทำให้การเดินทางมาตลาดยิ่งเจริญทำได้ง่ายขึ้น ผู้บริหารของยิ่งเจริญ ซึ่งเป็นคนในเจนเนอเรชั่น 3 ของ “ธรรมวัฒนะ” ที่เข้ามารับช่วงต่อ โดยนฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญ บอกว่า มีแผนที่จะปรับตลาดยิ่งเจริญให้ทันสมัย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีการใช้งบถึง 1 พันล้านบาท ในช่วง 5 ปีจากนี้ไป เพื่อปรับเปลี่ยน และเพิ่มพื้นที่ใหม่ๆ เข้าไป รวมถึงการดึงเอาร้าน QSR (Quick Service Restaurant) เข้ามาให้บริการ เพื่อเติมเต็มความทันสมัยเข้าไป
ยิ่งเจริญถือเป็นตลาดสดที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ถึง 30 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับการขายสินค้าประมาณ 12,000 ตารางเมตร ในจำนวนนั้นจะมีแผงเช่าประจำอยู่กว่า 1,500 แผง และเป็นการเช่าแผงแบบขาจรอีกกว่า 400 แผง สัดส่วนร้านค้าที่อยู่ภายในตลาด แบ่งเป็น อาหารสด 60% โซนพลาซ่า ที่เป็นร้านค้าต่างๆ รวมทั้งเสื้อผ้า และสินค้าไอที ประมาณ 30% และพื้นที่ 10% จะเป็นโซนของร้านอาหารต่างๆ
ตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับตลาดสดชื่อดังแห่งย่านสะพานใหม่ก็คือ ตลาดยิ่งเจริญจะมีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการในตลาดไม่ต่ำกว่าวันละ 2 หมื่นคน สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ 6 - 8 พันคันต่อวัน และจักรยานยนต์อีกกว่า 3-4 พันคัน ซึ่งตามแผนการขยายตลาด จะนำพื้นที่ลานจอดรถที่ 2 พื้นที่ประมาณ 9 ไร่ มาขยายเพิ่มเติมสำหรับร้านค้าใหม่ๆ ที่จะถูกเติมเข้ามา
ไม่เพียงแค่การขยายพื้นที่ ยิ่งเจริญ ยังมีการมองถึงการวางแนวทางไปสู่การเป็น Green Market ภายใต้นโยบาย Y Together เพื่อการเติบโตร่วมกันทั้งตลาด และพ่อค้าแม่ค้าในตลาด บนแนวทาง DEEC ที่ให้ความสำคัญใน 4 เรื่อง คือ Development, Education, Environment และ Charity เพื่อให้ตลาดสะอาดและมีระเบียบ น่าเข้ามาเดิน มาจับจ่ายซื้อของมากขึ้น
การปรับตัวในครั้งนี้ ยังรวมถึงการนำเรื่องของออนไลน์เข้ามาเป็นช่องทางขาย โดยพัฒนาบริการที่ชื่อว่า “ส่งสด” เพื่อต่อยอดจากการเป็น “ตลาดสด” ไปสู่ Online Fresh Marketplace
นอกจากนี้ ยังมองถึงการทำให้ตัวเองเป็น Food Destination เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบข้างที่เรียกว่าทุ่งบางเขน ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบ “One Day Trip” เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้คนมาที่ตลาดเพิ่มมากขึ้น
การปรับตัวในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามของยิ่งเจริญ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการพัฒนาตัวเองเพื่อให้ยังคงเป็น Destination ของลูกค้าในการใช้บริการ น่าจะเป็นการมองถึงการทำให้สัดส่วนของลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค ยังคงมั่นคง และมีการเติบโต โดยไม่หนีหายไปใช้บริการในโมเดิร์นเทรด
ถือเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไล่เข้ามาในระลอกนี้ถือว่าหนักเอาการ.....