หลังจากที่ CHAGEE ได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบันมีกว่า 26 สาขา ครอบคลุมตั้งแต่โซน CBD ศูนย์การค้า ไปจนถึงสนามบินดอนเมือง
ล่าสุด CHAGEE ได้ขยายออกสู่ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยเลือก “เชียงใหม่” เป็นหมุดหมายสำคัญ พร้อมเปิด 2 สาขา คือที่ Central Chiangmai Airport และ MAYA Chiang Mai ซึ่งการขยับตัวครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่แบรนด์พยายามทำ Localization โดยสามารถวิเคราะห์ออกมาได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. Cultural Interior Design หากสังเกตสาขาในกรุงเทพฯ ทั้ง 26 แห่ง CHAGEE จะเน้นภาพลักษณ์ความหรูหราแบบ Modern Oriental แต่การเปิดตัว 2 สาขาที่เชียงใหม่ แบรนด์เลือกใช้การสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่ผ่านมางานดีไซน์ โดยยกให้เป็น Customer Experience Hub (มากกว่าแค่ร้านชา)
CHAGEE เปลี่ยนพื้นที่ขายให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรม ทั้งสองสาขาถูกยกระดับให้เป็น Hub ที่นำเสนอเรื่องราวของชาผ่านสายตาคนท้องถิ่น การใช้วัสดุและงานตกแต่งภายในที่ผสานเข้ากับลวดลายท้องถิ่นและงานหัตถกรรมล้านนาที่ถักทออยู่ในรายละเอียดการตกแต่งภายในเข้ามาผสมกับเส้นสายความทันสมัยของแบรนด์
มธุรดา ยงเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด CHAGEE ประเทศไทย กล่าวว่า “เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมาโดยตลอด และสำหรับ CHAGEE แล้ว การขยายสาขาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดร้านใหม่ แต่คือการนำเสนอประสบการณ์การดื่มชาที่แท้จริงสู่เมืองที่ให้คุณค่ากับงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของชุมชน”
“เราใส่ใจทุกรายละเอียดในการออกแบบร้าน CHAGEE ทั้งสองสาขาในเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดกลิ่นอายของภาคเหนือ และหวังว่าทั้งคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสว่า CHAGEE คือพื้นที่ที่ผสานความแปลกใหม่เข้ากับความคุ้นเคยได้อย่างลงตัว”
2. การเปลี่ยน Identity ให้เป็นเครื่องมือสื่อสาร แบรนด์เลือก Physical Visibility สร้างการมองเห็นที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวันของชาวเชียงใหม่ โดยเน้นไปที่ 2 ข้อคือ
- รถแดง CHAGEE หยิบเอา Iconic Transport ของเชียงใหม่มาเป็นสื่อเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็น ย่านนิมมานฯ คูเมือง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มเมนูซิกเนเจอร์ BO•YA Jasmine Green Milk Tea ให้ได้ชิมฟรี นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศคึกคักทั่วเมืองตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ยังช่วยสร้าง Awareness อีกด้วย
- แก้ว CHAGEE ขนาดยักษ์ Giant Cup Landmark ตั้งไว้หน้าสาขาทั้ง 2 สาขา ออกแบบมาเพื่อให้คนถ่ายรูปโดยเฉพาะ และเมื่อรูปภาพถูกแชร์ต่อในกลุ่ม Community ของคนเชียงใหม่หรือรีวิวในแพลตฟอร์มจะช่วยสร้างปรากฏการณ์ FOMO หรือกลัวการตกเทรนด์

3. Community Engagement มีกิจกรรมที่สอดรับกับพฤติกรรมของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น
- Tear & Win Cups ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ
- CHAGEE Lanna Style Challenge ที่ชวนลูกค้ามาแต่งลุคสไตล์ล้านนาในแบบของตัวเองเพื่อรับของที่ระลึก Exclusive
จะเห็นได้ว่าก้าวย่างของ CHAGEE ในเชียงใหม่ครั้งนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าความพรีเมียมไม่จำเป็นต้องเข้าถึงยาก หากแบรนด์รู้จักหยิบจับ Context หรือบริบทของพื้นที่มาสื่อสารได้อย่างถูกจังหวะ เชื่อว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นการทำ Localization ในรูปแบบต่าง ๆ ยิ่งขึ้นเมื่อ CHAGEE ขยายตัวสู่ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย