นพรัตน์ เฉลิมชัยกิจ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้านเอี๊ยะแซ เล่าให้ฟังว่าที่ร้านมีน้ำสมุนไพรจีนแช่ตู้เย็นขายมานานแล้ว คือ น้ำจับเลี้ยง, น้ำเก๊กฮวย, น้ำหล่อฮังก๊วย จึงเกิดแนวคิดที่จะนำเอาเครื่องดื่มยอดนิยมมาแปรรูปเป็นลูกอมสมุนไพร และได้เริ่มพัฒนามากว่า 1 ปีแล้ว
“หลักๆ แล้ว เราเอาตัวที่ขายในตู้แช่ขายอยู่แล้ว คือ น้ำจับเลี้ยง, น้ำเก๊กฮวย, น้ำหล่อฮังก๊วย มาพัฒนา โดยมีขิงเป็นตัวแถม เราอยากทำลูกอมสมุนไพรดั้งเดิม ที่มีสรรพคุณมากมายอย่างหล่อฮังก๊วยนี่ก็ช่วยละลายเสมหะ เก๊กฮวยแก้ร้อนใน ดับพิษร้อน
เราตั้งใจขายคนรุ่นใหม่อายุ 30 ปีขึ้นไป เราเน้นขายที่สรรพคุณของสมุนไพรจริงๆ เพราะสินค้าเราเน้นส่วนผสมที่มากกว่า ลูกอมของเราใช้ส่วนผสมสมุนไพรกว่า 10% ที่ลูกอมสมุนไพรทั่วไปที่วางจำหน่ายจะมีส่วนผสมของสมุนไพรเพียง 2% เท่านั้นที่เหลือคือน้ำตาล บางคนบอกว่าผสมแค่นี้ ก็เรียกลูกอมสมุนไพรแล้ว แต่สำหรับเราที่ทำธุรกิจนี้มานาน เรามองว่าไม่ใช่”
นพรัตน์ ย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว คือร้านขายยา เพราะฉะนั้นลูกอมสมุนไพรของร้านจึงตั้งใจให้มีรสชาติเข้มข้นเหมือนกินน้ำสมุนไพรที่ร้านขายยาจริงๆ เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานของร้าน
“เรามองว่าส่วนผสมหลักน้อยกว่านี้ก็ไม่อร่อย เราถึงต้องขายถุงละ 60 บาท แถมกำไรก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่”
ในส่วนของกระบวนการผลิต นพรัตน์ เล่าขั้นตอนการทำงานให้ฟังว่า เริ่มต้นจากการต้มยาปกติ เคี่ยวจนได้ที่แล้วจึงนำน้ำสมุนไพรไปผ่านความร้อนแบบ Spray Dry ให้กลายเป็นผงก่อนจะนำมาอัดเม็ดบรรจุขาย
ในส่วนของงานบรรจุภัณฑ์ ทางร้านก็มีการลองผิดลองถูกมาหลายแบบ ตั้งแต่การซื้อซองเปล่ามาปั๊มตรายาง แต่ก็ต้องประสบปัญหาหมึกเลอะ และจางง่าย
เอี๊ยะแซมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม Made in Charoenkrung และได้รับคำแนะนำจากนักออกแบบจนเป็นที่มาของบรรจุภัณฑ์ล่าสุดที่ยังคงมีความ “ดั้งเดิม” แต่เพิ่มเติม คือ “โมเดิร์น”