ในระยะเริ่มแรก Shopee จะมีผู้ค้าทั้งรายเล็กรายใหญ่เข้ามาขาย จนมาถึงปี 2017 ที่เริ่มมีร้านค้าที่เป็นแบรนด์ใหญ่ เพราะแบรนด์อยากเจาะกลุ่มลูกค้าที่เด็กลง และอยากเปิดตลาดใหม่ๆ ซึ่ง Shopee ก็มีความแข็งแรงในฐานผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงานตอนต้น ซึ่ง Shopee ก็ได้ทั้งลูกค้าของแบรนด์เข้ามาซื้อผ่านแอปฯ ส่วนแบรนด์ก็ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่าย
“เทรนด์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ การช้อปปิ้งบนมือถือ จากสถิติข้อมูลของเรา พบว่าใน 1 อาทิตย์ ผู้ใช้ของ Shopee จะล็อคอินเข้ามาในแอปฯ 3 ครั้ง ซึ่งโดยเฉลี่ยแต่ละคนจะมี 5-10 แอปฯที่ใช้ประจำ ที่สำคัญคือการจะทำให้ผู้ใช้ติดตั้งแอปฯของเรา ทำได้ยากมาก แต่เมื่อเราทำได้ก็มีโอกาสที่ผู้ใช้จะเข้ามาใช้แอปฯมากขึ้น นั่นคือความท้าทายอย่างหนึ่ง” มร. เทเรนซ์ แพง พูดเสริม
ส่วนการลงทุนของ Shopee ในปีนี้มี 2 ส่วน คือ ด้านเงินลงทุน และบุคลากร ที่จะทำอย่างไรให้แบรนด์และร้านค้าได้ดีลที่ดีที่สุด และผู้ขายเองก็โปรโมทแอปให้ Shopee ในเวลาเดียวกัน และ 3 กลยุทธ์หลัก ที่ Shopee ใช้คือ
- การพัฒนาร้านค้าที่อยู่ในความดูแลของ Shopee ให้โตอย่างต่อเนื่อง
- ขยายฐานผู้ขายและเพิ่มทางเลือกต่างๆ ให้ผู้ซื้อเพิ่มจำนวน
- และความหลากหลายของสินค้าให้ตรงกับความต้องการ
จะเห็นได้ชัดว่า Shopee เน้นความสัมพันธ์กับคู่ค้าเป็นหลัก และ Shopee ไม่ได้อยากมีร้านค้ามากๆ แต่อยากให้ผู้ค้าเข้ามาแล้วได้ประโยชน์จาก Shopee จากการจับกลุ่มลูกค้าที่ผู้ค้าต้องการ และ Shopee ก็ได้ประโยชน์จากคู่ค้าในการโปรโมทให้ลูกค้ารายใหม่ได้รู้จัก
ถ้าเรียนรู้จากความสำเร็จจาก Shopee ในการเป็นตัวแทนตลาดซื้อขายผ่านโซเชียล คือ เราต้องให้ความสำคัญกับบุคลากร ซึ่งบุคลากรในที่นี้ก็คือคู่ค้าทั้งหมด เพราะการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจากภายในองค์กร จะส่งผลให้ลูกค้าพึงพอใจในสินค้า ซื้อซ้ำและทำการบอกต่อโดยอัตโนมัติ
อย่างคติของ Shopee ที่ว่า “เราจะทำให้ผู้ขายแฮปปี้ เมื่อผู้ขายแฮปปี้ คนซื้อก็จะแฮปปี้ ส่งผลให้ Shopee แฮปปี้ในที่สุด”