กลยุทธ์ของผู้นำ
ในเชิงการแข่งขัน บทบาทของผู้นำย่อมแตกต่างจากผู้ตามอย่างชัดเจน ผู้นำตลาดย่อมมีอิทธิพลครอบงำ และชี้ชะตากรรมของธุรกิจนั้นได้
กล่าวอีกแบบก็คือ ผู้นำ = ตลาด
ถ้าผู้นำไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ไม่มีนวัตกรรม ตลาดหรือธุรกิจนั้นก็จะแน่นิ่งเหี่ยวเฉาไปด้วย
ฟิลิป คอตเลอร์ กูรูการตลาดระดับโลก เคยอธิบายถึงกลยุทธ์ของผู้นำตลาดว่ามี 3 ประการ ได้แก่ การขยายตลาดรวม, การปกป้องส่วนแบ่งตลาด และการขยายส่วนแบ่งตลาด
1. การขยายตลาดรวม (Expanding the Total Market) วิธีการที่ทำให้ผู้นำตลาดได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การขยายตลาดรวม โดยเฉพาะส่วนตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งขันรายใดครอบครอง ดังนี้
การหาผู้ใช้รายใหม่ (New Users) การค้นหาลูกค้าที่ไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ หรือรู้จักบ้างแต่ไม่สนใจซื้อ เพื่อกระตุ้น และจูงใจให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยใช้กลยุทธ์เจาะตลาด (Market-Penetration Strategy)
กลยุทธ์การสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่ (New-Market Segment Strategy) เช่น โออิชิเป็นเจ้าตลาดชาเชียวด้วย มาร์เก็ตแชร์ 60% แต่ก็พยายามสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นฟรุตโตะ ชาเขียวผสมน้ำผลไม้ จับกลุ่มเด็กวัยรุ่น หรือชาคูลล์ซ่า ชาเขียวพร้อมดื่มอัดลมผสมโซดา เป็นการเข้าไปชิงส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มอัดลม
การขยายตลาดไปพื้นที่ใหม่ๆ (Geographical-expansion Strategy) เช่น การขยายตลาดไปต่างประเทศ
การหาวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Uses) เป็นการขยายตลาดโดยการค้นหา และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
การใช้เพิ่มขึ้น (More Usage) เป็นการขยายตลาดโดยผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ในโอกาสต่างๆ เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ใน รูปแบบที่ว่านี้ กำลังเป็นกลวิธียอดนิยมที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายนิยมนำมาใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสุด ก็คือ ความ พยายามในการขยายการใช้ของตลาดแฮร์แคร์ ที่เริ่มมีการกระตุ้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ต่อนเนื่องจากการใช้แชมพูสระผม ไม่ว่าจะเป็นตัวครีมนวด ทรีตเม้นต์ หรือเซรั่มบำรุงผม
วิธีดังกล่าว เป็นความพยามยามในการขยายฐานการใช้ของตลาดแฮร์แคร์ให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Penetration ของตลาดแชมพูมีตัวเลขเกือบ 100% เต็มแล้ว ตลาดจึงมีการเติบโตไม่มากนัก จึงต้องหันไปสร้างการใช้ ไลน์สินค้าอื่นๆ เสริมเข้าไป เพื่อให้ตลาดมีตัวเลขการเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างดี เพราะตัวเลขการเติบโตของ ตลาดรวมแฮร์แคร์ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากเดิมค่อนข้างมาก
2. การปกป้องส่วนแบ่งตลาด (Defending Market Share) ขณะที่บริษัทที่เป็นผู้นำตลาดกำลังพยายาม ขยายตลาดรวมออกไปนั้น บริษัทก็ต้องทำการปกป้องส่วนแบ่งตลาดปัจจุบันของตนให้พ้นจากการแย่งชิงจากคู่แข่งด้วย เนื่องจากคู่แข่งรายอื่นๆ ก็คอยจ้องที่จะเอาชนะบริษัทผู้นำในตลาดให้ได้อยู่ตลอดเวลา โดยการ Defend มาร์เก็ตแชร์นั้น ทำได้หลายทาง
1) การเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (Position Defense) เป็นวิธีการที่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม โดยมีสินค้าให้เลือก มากมาย ไม่ทุ่มสินค้าตัวเดียว เช่น มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าที่ตอบสนองความต้องการได้ทุกเซ็กเม้นต์ และให้ความสำคัญกับ การเป็นผู้นำในแต่ละเซ็กเม้นต์ โดยเน้นการนำเสนอรถรุ่นใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง
2) การป้องกันด้านข้าง (Flank Defense) เป็นวิธีการที่ผู้นำตลาดต้องป้องกันไม่ให้คู่แข่งมาแย่งชิงลูกค้า การป้องกันด้านข้างช่วยลดโอกาสที่คู่แข่งจะใช้โจมตี ช่วยสร้างความพอใจให้ลูกค้ามากขึ้น และครอบครองพื้นที่ใน ช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้น
3) การรุกก่อน (Preemptive Defense) เป็นวิธีการวางแผนล่วงหน้า โดยสร้างความเข้มแข็งทางการตลาด
4) การรุกกลับ (Counteroffensive Defense) ผู้นำตลาดส่วนใหญ่เมื่อถูกโจมตีก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อผลัก ดันให้ผู้รุกรานถอยกลับไป สามารถโต้ตอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เฉพาะส่วนตลาดที่ผู้รุกรานให้ความสำคัญหรือ ดำเนินการหลายทางพร้อมกัน โดยทุ่มการส่งเสริมการตลาด การปรับปรุงผลิตภัณฑ์
5) การขยายแนวต้าน (Mobile Defense) เป็นวิธีการที่ผู้นำตลาดจะมีการเคลื่อนไหวในการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจใหม่ หรือบริการใหม่ โดยทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น (Market Broadening) นำเสนอ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหา หรือตอบสนองความต้องการพื้นฐานเดิมที่ผู้ซื้อต้องการการขยายตัว (Market Diversifi cation) เป็นการทำธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากธุรกิจเดิม
6) การถอนกลับ (Contraction Defense) เป็นวิธีการที่ผู้นำตลาดอาจจะต้องยกเลิกธุรกิจ หรือส่วนของธุรกิจที่ ขาดทุน เพื่อถอยกลับไปเสริมสร้างความมั่นคงในธุรกิจที่มีจุดแข็งและมีตำแหน่งทางการตลาดที่ดี
3.การขยายมาร์เก็ตแชร์ ผู้นำตลาดจะต้องพยายามขยายส่วนแบ่งตลาดให้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคุณภาพ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า, การขยายสายผลิตภัณฑ์ ฯลฯ