จากสัตวแพทย์สู่วิถีพ่อครัว
“พี่เอ็ด” ภัคพงศ์ พึ่งกัน ชายหนุ่มวัย 49 ปี อดีตสัตวแพทย์ที่เลือกฟังเสียงหัวใจตัวเอง ผู้กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบอย่างจริงจังและสานต่อความฝันในวัยเด็กด้วยการเปิดธุรกิจร้านอาหารให้คุณแม่ หากใครที่อยู่แถวประชาชื่นคงคุ้นเคยกันดีกับ “ร้านรสมือแม่” ร้านอาหารเหนือแท้ๆ ที่มีความพิถีพิถันใส่ใจในรสชาติ ความสะอาดของอาหาร รวมถึงคงคุณภาพให้มีความอร่อยแบบเสมอต้นเสมอปลาย นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ร้านเปิดมานานถึง 15 ปี และมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น
“ผมย้ายมาอยู่กรุงเทพฯตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ต้องห่างกับคุณแม่ พอโตมาเลยเก็บเงินซื้อบ้านเพื่อพาเขามาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำอาหารอยู่แล้วและเราก็ไม่อยากให้เขาเหงา เลยมีความคิดที่จะเปิดร้านอาหารให้เป็นธุรกิจครอบครัวเพราะผมก็เริ่มอิ่มตัวกับงานสัตวแพทย์แล้วเช่นกัน โดยในช่วงแรกได้เน้นขายอาหารเหนือที่คุณแม่ถนัดแล้วจึงขยายไลน์เพิ่มเป็นอาหารตามสั่ง เพื่อเจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และอาหารฝรั่งอย่าง สเต็ก เนื้อย่าง แฮมเบอร์เกอร์ตามความชอบส่วนตัวของผมเอง และเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายเพิ่มขึ้น”
“ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดร้านผมศึกษาข้อมูลเยอะมาก ทั้งขอคำแนะนำจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รวมถึงไปสำรวจตลาดด้วยตัวเอง ด้วยความที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำให้ช่วงแรกเกิดความตะกุกตะกักบ้าง แต่ก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนจนอยู่ตัวอย่างในปัจจุบัน ในฐานะเจ้าของธุรกิจผมคิดว่าเราจะรู้ได้เองว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วเวิร์คหรือไม่เวิร์คในธุรกิจของเรา”
ถ้าไม่เคยเจอปัญหา เราก็ไม่สามารถเติบโตได้
ปัจจุบัน “ร้านรสมือแม่” จัดเป็นต้นแบบร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จในแง่ของชื่อเสียงและรสชาติอาหาร แต่ในการทำงานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบเราอยู่เสมอ
“ย้อนกลับไปตอนปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ร้านจำเป็นต้องปิดทำให้ขาดรายได้เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับวิกฤติโควิด-19 ในตอนนี้แล้วถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าหลายเท่าตัว เพราะเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าตอนนี้จะมีการประกาศอนุญาตให้ร้านอาหารเปิดให้บริการได้ตามปกติ แต่ร้านก็รองรับลูกค้าได้จำกัดบวกกับคนส่วนใหญ่ก็จะลดการนั่งทานอาหารนอกบ้านลง แล้วสั่งกลับบ้านมากขึ้น จุดนี้ทำให้รายได้จากลูกค้าที่เคยมาเป็นกลุ่มใหญ่ อย่างพนักงานออฟฟิศหรือครอบครัวก็จะน้อยลง”
พี่เอ็ด เล่าต่อว่า “เพราะเป็นธุรกิจของครอบครัวผมจึงยอมแพ้ไม่ได้ และเราไม่ได้ตัวคนเดียวแต่ต้องดูแลพนักงานในร้านทุกคนที่ไม่ต่างกับแขนซ้ายแขนขวาให้มีรายได้มีงานเลี้ยงตัวเองต่อไปให้ได้ เพราะสำหรับผมแล้วการดูแลร้านก็เหมือนกับการดูแลครอบครัวขนาดใหญ่ การเปิดร้านทุกวันนี้ก็เพื่อให้พนักงานทุกคนมีรายได้ไปจุนเจือครอบครัวโดยไม่เดือดร้อน ตั้งแต่ช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มรุนแรงขึ้น ผมจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ร้านอยู่รอด ทั้งการเตรียมความพร้อมของเรื่องฟู้ดเดลิเวอรี่เพื่อรองรับการสั่งซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นโชคดีที่ทางร้านได้สมัครเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร ของแกร็บฟู้ดทำให้ร้านยังคงมีรายได้เข้ามาอยู่ถึงแม้ว่าตอนนี้ร้านจะรองรับลูกค้าได้น้อยลง เพราะต้องจัดสรรพื้นที่ โดยให้มีการเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัยในการรับประทานอาหารก็ตาม”