บริการ COCA Delivery นับเป็นกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการที่ของลูกค้าในช่วงล็อกดาวน์อย่างตรงจุด รวมถึงการเพิ่มจุดแข็งให้กับบริการ COCA Delivery ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ดึงดูดผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ได้แก่ การรับประกันคุณภาพอาหารระดับสูงซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้เองตั้งแต่การปรุงอาหารไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง อาหารที่สั่งไปรับประทานที่บ้านจะคงคุณภาพเหมือนที่ร้าน ปรุงสดทุกจาน ไร้สารเคมี เสริมสร้างสุขภาพที่ดี โดย “โคคาแมน” ทุกคนต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานสุขอนามัย COVID-19 และผ่านการฝึกอบรมการเว้นระยะห่างในการจัดส่งแบบ Social Distancing รวมถึงร้านแฟรนไชส์ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “ส่งมอบอาหารเพื่อสุขภาพ”
นอกจากนั้น บริการ COCA Delivery จะคิดค่าจัดส่งตามระยะทางจริง โดยเงินค่าจัดส่งทั้งหมดจะมอบให้กับพนักงานจัดส่งของร้าน หรือ โคคาแมน ทุกบาท 100% ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของโมเดลนี้ คือมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงบทบาทของพนักงานในภาวะวิกฤตในตลาด และหารายได้เสริมให้กับพนักงาน
นอกเหนือจากบริการ COCA Delivery แล้ว โคคา เรสเตอรองส์ เวิลด์ไวด์ ยังมีแผนที่จะขยายพอร์ตธุรกิจทั่วโลกในอนาคตผ่านกลยุทธ์ดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรม New Normal ของผู้บริโภคในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนานวัตกรรมช่องทางการขายใหม่ผ่านแอพพลิเคชัน การพัฒนาร้านอาหารแบบ Grab & Go ในสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก จับตลาดคนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตเร่งรีบ และการเปิดตัวแพลตฟอร์มอินทราเน็ตใหม่ของกลุ่มร้านอาหารโคคา “Inspire+” โดยมีเป้าหมายในการให้ความรู้แก่พนักงานทั่วโลกเพื่อให้แบรนด์มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะนำอาหารไทยต้นตำรับมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ทั่วโลก
ทั้งนี้ ร้านโคคามีจำนวนทั้งสิ้น 20 สาขา ใน 7 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2563