มร.คิโยทะคะ ชิมะโมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูลิโกะ โฟรเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด บอกกับเราว่า การตอบรับของผู้บริโภคที่เกินความคาดหมาย แต่สินค้ากลับไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำให้เราเห็นจุดอ่อนในเรื่องของการผลิต และจัดจำหน่ายในปีนี้จึงเดินหน้าเพื่อปิดจุดอ่อนดังกล่าว
“เราเพิ่มกำลังการผลิต 3 เท่าตัว ส่วนการจัดจำหน่ายก็เริ่มลงตัวมากขึ้น ทำให้ในปีนี้เราจะมีการทำการตลาดแบบเต็มรูปแบบ จากเดิมที่ใช้แต่สื่อออนไลน์ ในปีนี้จะขยายให้ครอบคลุม 360 องศา โดยทุ่มงบตลาด 2 เท่า ทำหนังโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ และสื่อนอกบ้านควบคู่กับออนไลน์ จากเดิมทำเพียงออนไลน์อย่างเดียว พร้อมดึง บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรก ซึ่งเป็นการใช้สูตรสำเร็จเดียวกับการทำตลาดที่ญี่ปุ่นที่ใช้คนดังเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ในกลุ่ม ช็อกโกแลต ซีรีส์ ประกอบด้วยไอศกรีมรสช็อกโกแลต 3 รสชาติ 3 สไตล์ ได้แก่ ไจแอนท์ โคน คราวน์ รสริช ช็อกโก แอนด์ ครัช อัลมอนด์ไอซ์ เซเว่นทีน ไอซ์ คราวน์ รสดับเบิล ช็อกโกล่า คาราเมล ไอซ์ และพาแนปป์ รสทริปเปิลช็อกโกแลตซันเด โดยสินค้าในกลุ่มไจแอนท์ โคนและเซเว่นทีน ไอซ์ ถูกส่งมาภายใต้ไลน์สินค้าใหม่ที่ชื่อว่า คราวน์ ซึ่งถือเป็นการรุกตลาดพรีเมียมครั้งแรกของไอศกรีมกูลิโกะ ที่มุ่งขยายตลาดในกลุ่มพรีเมียมแมส ด้วยการส่งไอศกรีมที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นเลิศในราคาที่จับต้องได้เพื่อสร้างสีสันให้กับการรุกตลาดในปีนี้”
แน่นอนว่า การทำตลาดของกูลิโกะในสเตปที่ 2 นี้ ยังคงเน้นการสร้างกระแส “Word of Mouth” ให้เป็น Talk of The Town เพื่อสร้างแรงดึงดูดมาสู่แบรนด์ โดยมีการนำตู้ขายไอศกรีมอัตโนมัติหรือเวนดิ้ง แมชชีน เข้ามาวางในย่านสำคัญ 4 จุด ในห้าง ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์ บริเวณทางเชื่อมบีทีเอสสยาม ชั้น G หน้าอิเกีย เมกาบางนา สยามพารากอน ซีนีเพล็กซ์ และชั้น 6 โซนพลาซ่า และปิดท้ายที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อทำหน้าที่เป็น Touchpoint หนึ่งในการสร้างสีสัน
นอกจากนี้ยังมีการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการซื้อ โดยจะมีการแจกสินค้าตัวอย่างจำนวนมากเพื่อให้ทดลองชิมอีกด้วย
ในแง่ของผลิตภัณฑ์นั้น จะมีการทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีสินค้าอยู่ 6 เอสเคยู ส่วนใหญ่จับกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน สินค้าที่จะนำเข้ามาเป็นตัวที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นอย่างตัวไจแอนท์ โคน คราวน์ ที่เปิดตัวในครั้งนี้ เป็นตัวที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น
กูลิโกะ มองถึงการทำส่วนแบ่งตลาดเป็น 7% ของตลาดรวมในปีที่ 2 นี้ โดยเป้าหมายใหญ่อยู่ที่การนำแบรนด์ขึ้นไปติดอันดับ 3 ในตลาดไอศกรีมภายใน 3 – 5 ปี โดยตลาดนี้มีวอลล์ เป็นลีดเดอร์ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% ตามมาด้วยเนสท์เล่ 15% และแมกโนเลีย จากเอฟ แอนด์ เอ็น ยูไนเต็ด มีส่วนแบ่ง 9%
ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว เพราะการเข้าตลาดไอศกรีมของกูลิโกะ เป็นการเข้ามาในช่วงเวลาที่เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นในตลาดพอดี โดยเฉพาะการเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่องทางจัดจำหน่ายที่เจ้าตลาดอย่างวอลล์ ไม่ได้รับการต่อสัญญาเป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์หรือเป็นสินค้าแบรนด์เดียวที่วางขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เหมือนกับช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น ซึ่งตู้แช่ของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เคยขายแต่ไอศกรีมวอลล์เพียงแบรนด์เดียวถูกแทนด้วยไอศกรีมหลายแบรนด์ทั้งเนสท์เล่ และแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างฮาเก้น - ดาส ล็อตเต้ เอเต้ หรือแม้แต่กูลิโกะ โดยเซเว่น อีเลฟเว่น เลือกวางแต่ละแบรนด์ตามกลุ่มเป้าหมายในแต่ละโลเกชั่น
ที่น่าสังเกตก็คือ เริ่มมีแบรนด์ที่เป็นไอศกรีมพรีเมียมที่มีราคาขายต่อชิ้น 35 บาทขึ้นไป มาวางขายมากขึ้น ทำให้ตลาดพรีเมียมมีความคึกคักมากขึ้น
จากข้อมูลของเอซี นีลเส็น พบว่า ตลาดไอศกรีมของบ้านเราแบ่งช่องทางขายหลักๆ ออกเป็น ช่องทางซูเปอร์ – ไฮเปอร์ในสัดส่วน 9% ร้านค้าดั้งเดิม 51% และคอนวีเนียนสโตร์อีก 40% โดยเอซี นีลเส็น ไม่ได้รวมช่องทางขายที่เป็นรถสามล้อเข้าไปด้วย เนื่องจากไม่ได้แท็กข้อมูลในช่องทางขายดังกล่าว โดยเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขากว่าหมื่นสาขา กลายเป็นช่องทางสำคัญของการขายไอศกรีม การถูกแทนที่ด้วยสินค้าของหลายแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสในการเลือกมากขึ้น ซึ่งนั่นน่าจะเข้ามาเป็นปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งที่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของวอลล์ลดลง โดยแหล่งข่าวในวงการประเมินว่า เป็นการลดลงในตัวเลข 2 หลักครั้งแรกในรอบหลายปีเลยทีเดียว