เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลให้กับประเทศไทย ลาซาด้า ประกาศ 3 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจสำหรับปี 2564 ประกอบด้วย
1. Customer First “ลูกค้ามาก่อน” ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก พัฒนาต่อยอดจากค่านิยมหลักขององค์กร ลาซาด้าจะเดินหน้ามอบประสบการณ์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดให้กับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ด้วยศักยภาพด้านเทคโนโลยีและลอจิสติกส์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอาลีบาบา
2. Brand Differentiation กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง รักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับแบรนด์ และผู้ขาย ไปพร้อมๆ กับการสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจไปด้วยกันกับลาซาด้า ด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือ และโซลูชั่นต่างๆ เช่น Sponsored Discovery ที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าและกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
3. Continuous Fundamental Improvement เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เทคโนโลยี ลอจิสติกส์ นวัตกรรม โซลูชั่น และเครื่องมือเพื่อสนับสนุนผู้ขาย และแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค
“หากมองในแง่ของตัวแพลตฟอร์มอาจไม่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ รวมถึงเรื่องของราคา และการออฟเฟอร์ต่างๆ แต่เราเชื่อว่าการแข่งขันของแพลตฟอร์มในอนาคต คือ ความพยายามในการทำความเข้าใจลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของลาซาด้า คือ เรื่องของการสร้าง Brand Differentiation ที่จะมีการนำเอาเรื่องของ Data Intelligence เข้ามาสนับสนุนแบรนด์ของเราให้มีความเข้าใจลูกค้า และขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น”
อีกหนึ่งจุดแข็งของลาซาด้า คือ การลงทุนทำในเรื่องของ Ecosystem ที่มีมาตลอดระยะเวลา 9 ปี โดยเฉพาะการสร้าง Logistic Network ที่ปัจจุบันลาซาด้าก็มีลอจิสติกส์เป็นของตัวเอง รวมถึงการสร้างคลังสินค้า และการทำ Payment Solution ที่ได้รับการสนับสนุนจากอาลีบาบา ด้วยระบบความปลอดภัยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเวลาเพียง 1 นาที สามารถโปรเซทได้ถึง 2.5 แสนทรานส์เซ็กชั่น จึงสามารถรองรับการทำแคมเปญพิเศษในทุกๆ ช่วงเวลาได้
“ลาซาด้า ยังมีจุดแข็งในเรื่องของ Data ที่ทำให้สามารถทำความเข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งในอนาคตแพลตฟอร์มจะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้าง Ecosystem ว่าใครจะมีเน็ตเวิร์คที่แข็งแกร่งมากกว่ากัน ยกตัวอย่าง แคมเปญ 11.11 เมื่อปีที่แล้ว ที่ลาซาด้าสามารถทำยอดขายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ถือเป็นวอลุ่มที่สูงมาก ดังนั้นหากไม่มีระบบลอจิสติกส์เน็ตเวิร์คที่แข็งแกร่ง หรือไม่มีระบบเพย์เม้นต์ที่รองรับทรานส์เซ็กชั่นที่สูงได้ ก็ไม่สามารถรองรับยอดขายที่มากขนาดนี้ได้ และคงไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับร้านค้าในแพลตฟอร์มได้”
ธนิดา กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันลาซาด้ามีฐานลูกค้าอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Mass เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจซบเซา จึงตอบโจทย์ด้วยการทำแคมเปญราคา และกลุ่มมีกำลังซื้อ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ ลาซาด้าจะตอบโจทย์ด้วย LazMall ซึ่งได้มีการปรับโฉมไปเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพ และเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามา โดยปัจจุบันมีแบรนด์อยู่ใน LazMall มากกว่า 3,000 แบรนด์ บางแบรนด์อยู่ในลาซาด้าเพียงแพลตฟอร์มเดียว
“ปีที่ผ่านมา ลาซาด้า สามารถเติบโตเกิน 100% ในทุกด้านทั้งยอดผู้ค้า ยอดผู้ใช้งานรายใหม่ และยอดคำสั่งซื้อ สำหรับปี 2564 เป็นปีฉลองครบรอบ 9 ปี บริษัทได้วางงบการตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่องของแบรนด์ให้กับผู้บริโภค และดึงเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการกระตุ้นยอดขายของร้านค้า ซึ่งในแต่ละปีลาซาด้ามีอัตราการเติบโตถึง 3 หลัก และตลาดก็ยังขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากประเทศไทยยังมี Penetration Rate อยู่แค่ 3%”