นัทธมนเล่าต่อว่า “ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยทำการตลาดผ่านโซเซียลมีเดียเป็นหลัก โดยใช้ Facebook ตอนนี้มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนราย ได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีมากจากการทำกิจกรรมแจกรางวัล และช่วยสร้างเอนเกจเม้นต์ให้ร้านแบบออร์แกนิคได้ดี และเรารับฟังลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สุกี้ตี๋น้อยได้รับความนิยมอย่างมากภายในระยะเวลา 4 ปี สามารถขยายได้ 29 สาขา และทำรายได้ในปี 2563 ได้ 1,200 ล้านบาท แม้จะมีช่วงที่เจอสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2563 ซึ่งร้านก็ได้รับผลกระทบต้องปิดไป แต่ก็เริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งหลังสถานการณ์ดีขึ้นซึ่งก็ช่วยสร้างรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ตอนนั้นร้านเริ่มมีการขายสุกี้แบบ Take Away แต่ขายผ่านหน้าร้านเป็นหลัก ในปี 2564 นี้ เราเริ่มสนใจอยากเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เพราะเราอยากเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสะดวก และเข้าถึงร้านได้มากขึ้น จึงสมัครเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Gojekตอนนั้นคิดมาเยอะมากๆ ว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าสั่งสุกี้แบบ Take Away และยังรู้สึกคุ้มค่าเหมือนทานที่ร้าน เป็นโจทย์ที่ยากมาก เลยทำออกมาเป็น 2 เซ็ต สุดคุ้มที่ราคา 219 บาท มีให้เลือกทั้งหมูหรือเนื้อ ร้านเราให้ครบทุกอย่าง เซ็ตนึงสามารถทานได้ 1- 2 คน หรือจะเลือกสั่งเพิ่มแบบอะลาคารท์ก็ได้ สะดวกมากแค่มีหม้อก็แกะรับประทานได้เลย ยังคงคอนเซปท์อร่อยคุ้มเหมือนมาทานที่ร้าน
“การที่เลือกเป็นพาร์ทเนอร์กับ Gojekเพราะเราเห็นว่า Gojekมีจัดแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง มีส่วนลดให้ลูกค้า และมีคูปองจัดส่งฟรี ลูกค้าก็จะชื่นชอบจนไปรีวิวและแชร์ต่อๆ กันในโซเซียลมีเดียว่าสั่งกับ Gojekคุ้ม มีส่วนลดเยอะ เลยอยากฝากว่าสำหรับร้านไหนที่สนใจอยากสมัครเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ แนะนำว่าหากสามารถดูแลจัดการเรื่องต้นทุนและค่า GP ร้านได้เอง การสมัครเป็นพาร์ทเนอร์ก็ดีมากเพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านได้ในช่วงนี้” นัทธมนกล่าวทิ้งท้าย
ต้องบอกเลยว่าในยุคนี้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่นับว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มมากขึ้น อย่างแอปพลิเคชัน Gojekที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมผู้บริโภคเข้ากับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารต่างๆ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือบริหารจัดการร้านที่ทำให้ทุกออเดอร์เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Gojekได้แล้ววันนี้ ทั้งทาง App StoreและPlay Store